Showing posts with label การลงทุน. Show all posts
Showing posts with label การลงทุน. Show all posts

CPF ฐานแกร่งน่าลงทุน

ตลาดหุ้นไทยพุ่งขึ้นอย่างแรงเกินคาดทำจุดสูงสุดใหม่ ตามตลาดหุ้นหลายๆ แห่งในเอเชีย บรรยากาศการลงทุนกลับมาคึกคักพร้อมด้วยปริมาณการเทรดที่เพิ่มขึ้นมาก จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนกลับเข้ามาซื้อหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์อีกทำให้หุ้นในกลุ่มธนาคาร ไม่ค่อยโดดเด่นเหมือนช่วง 2-3 วันก่อน ความมั่นใจของนักลงทุนกลับมาอีกครั้งหลังตัวเลขความเชื่อมั่นของผู้สร้าง บ้านในสหรัฐพุ่งตามคาด ที่สำคัญที่สุดคือแรงซื้อของนักลงทุนต่างประเทศและแรงซื้อจากกองทุนในประเทศ โดยโบรกเกอร์ฝรั่ง 4 แห่งที่เรามองว่ามีอิทธิพลกับตลาดหุ้นไทยมากที่สุดนั้นพร้อมใจกันซื้อสุทธิ เป็นจำนวนมาก หุ้นที่ขึ้นมาแรงรอบนี้ถึงแม้กำไรของบจ.ที่ประกาศออกมาจะไม่สอดคล้องกับราคา หุ้นที่ขึ้นมาแรง แต่ SET ก็ปรับตัวขึ้นไม่หยุดเพราะสภาพคล่องในระบบที่มีอยู่มาก น่าจะมีเม็ดเงินไหลออกจากตลาดเงินที่มีผลตอบแทนต่ำมากมาสู่สินทรัพย์ที่มี ความเสี่ยงสูงขึ้น ถึงแม้ปัญหาไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งยังมีการระบาดไปในหลายประเทศ ยังไม่ได้ส่งผลกระทบกับตลาดหุ้นแต่เราเริ่มจะมีความกังวลมากขึ้นเพราะตัวเลข ยอดผู้ติดเชื้อยังคงพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกสักพังเชื่อว่าจะมีผลกระทบกับการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจแน่นอน เมื่อวานเรื่ยกได้ว่าทั้งนักลงทุนต่างประเทศและสถาบันในประเทศลุยซื้อหุ้น กันอย่างหนักแทบจะไม่มีอ่อนตัวลงเลยทั้งวัน ส่วนนักลงทุนทั่วไปมองเหมือนๆ กันว่าขายแถวๆ แนวต้านซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิม เดิมเรามองว่ารอบนี้จบรอบไปแล้วแต่ SET กลับขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่แบบนี้แสดงว่าเม็ดเงินน่ามีมากจริงๆ จากจุดนี้ซึ่งสูงกว่า 550 จุด และอยู่ในภาวะที่ overbought มากๆ ถ้าจะเล่นเก็งกำไรก็ต้องให้ความระมัดระวังมากๆ แนวต้าน 562 จุด แนวรับ 540 จุด

CPF ราคาหุ้นของ CPF ปรับตัวขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง เป็นไปตามผลประกอบการของ CPF ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลงมากกว่าราคาสินค้า กำไรปกติก็เพิ่มขึ้น รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจาก CPALL ที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งเรายังคาดว่ากำไรของ CPF จะยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีก เนื่องจากโดยกำไรปกติของ CPF ใน 1Q52 มีสัดส่วน 23% ของประมาณการทั้งปี ดังนั้นจึงเชื่อว่ากำไรของ CPF จะเติบโตต่อเนื่องใน 2Q52 และ 3Q52 และเราจะทำการปรับเพิ่มประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายเพื่อสะท้อนผลกำไรที่ สูงกว่าคาดใน 1Q52 รวมทั้งส่วนแบ่งกำไรจาก CPI ทั้งนี้เราคงคำแนะนำ "ซื้อ" CPF ที่ราคาเป้าหมาย 4.4 บาท

KTC สัญญาณทางเทคนิคมีสัญญาณการปรับตัวขึ้นรอบใหม่ หลังจากเมื่อช่วงต้นเดือนปรับตัวขึ้นได้อย่างร้อนแรง ก่อนจะมาพักตัว 9 บาทกว่าๆ มาได้ 4 วันทำการแล้ว เมื่อวานนี้มีการทำจุดสูงสุดใหม่ แล้ว Low ก็ยกสูงขึ้น แนะนำ "ซื้อเก็งกำไร" KTC ให้ราคาเป้าหมายแรกที่ 11 บาท

Thunhoon

เตือนมุ่งปริมาณโครงการถลุงเงิน


นายสมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตโลก มากกว่าประเทศอื่นๆ เกือบทุกๆ ครั้ง คือการไม่มีแผนหรือนโยบายระยะยาวรองรับปัญหา ที่สำคัญกว่า มีแต่นโยบายที่เน้นปริมาณ

นายสมภพ ยกตัวอย่างการจัดการชลประทาน ต้องใช้เงินกว่า 2-3 แสนล้านบาท การศึกษาฟรี 15 ปี ก็ใช้เงินมหาศาล หรือโครงการถนนปลอดฝุ่น ซึ่งเป็นการใช้เงินแบบไร้การวางแผนระยะยาว

นอกจากนั้น ในช่วงที่ส่งออกไม่ได้ยอดการจ้างงานลด คนขาดเงิน การบริโภคในประเทศลด ก็แก้ง่ายๆ ด้วยการแจกเงิน ซึ่งไม่รู้ได้ผลหรือไม่ ที่สำคัญกว่านั้นมีนโยบายที่เป็นจริงยากและยังไม่มีวิธีการบริหารจัดการให้ ไปสู่เป้าหมายอีกด้วย

สิ่งเหล่านี้คือภาวะที่ต้องแก้ไข เพื่อให้ไทยฟื้นตัวจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก

“เกาะไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจจีน อินเดีย ญี่ปุ่น ที่จะโตขึ้นมาในอนาคตอันใกล้ เพราะต่อไปสหรัฐคงไม่เป็นมหาอำนาจประเทศเดียวแล้ว”นายสมภพ กล่าว



Post Today

3 เดือนแรกศก.ต่ำสุดรอบ 10 ปี ไตรมาส 2 ฟื้น...

3 เดือนแรกศก.ต่ำสุดรอบ 10 ปี ไตรมาส 2 ฟื้น...

แม้ว่าในไตรมาส 4/2551 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวติดลบอย่างรุนแรง

เนื่องจากผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองจนนำไปสู่การปิดท่า อากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและดอนเมืองนั้น ได้สร้างความสูญเสียแก่ภาคการท่องเที่ยว การลงทุน และการส่งออก

แต่จากการวิเคราะห์เครื่องชี้เศรษฐกิจล่าสุดที่มีการรายงานออกมา ได้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2552 ยังคงทรุดตัวลงมากขึ้น

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป แม้ว่ามีสัญญาณของการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลก แต่แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ ยังคงมีความ ไม่แน่นอน ประกอบกับมีปัจจัยเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือ Influenza A (H1N1) ขณะที่เศรษฐกิจไทยเองก็ยังคงเผชิญปัจจัยลบจากภายในประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งอาจกดดันให้เศรษฐกิจในไตรมาส 2/2552 ยังคงหดตัวในระดับสูง

วิกฤตเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมส่งออก การจ้างงาน และรายได้ครัวเรือน เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2552 ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยของโลกครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่หลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ส่งผลให้การส่งออกของไทยหดตัวลงถึง 19.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปถึงการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลดลงถึง 18.9% และธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจำเป็นต้องปรับลดกำลังการผลิต ลดเวลาทำงาน รวมถึงลดจำนวนพนักงานลง

ส่งผลให้จำนวนผู้ว่างงานในภาคการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 56.2% ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2552 โดยมีจำนวนเฉลี่ยประมาณ 301,000 คน จากจำนวน 192,800 คนในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผู้ว่างงานโดยรวมของประเทศเพิ่มขึ้นมามีจำนวนเฉลี่ยประมาณ 796,800 คน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 2.1% สูงขึ้นจาก 1.6% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

มีการโยกย้ายแรงงานจากภาคอุตสาหกรรมไปสู่ภาคการเกษตรและภาคบริการ แต่แรงงานกลุ่มที่โยกย้ายสาขาอาชีพส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะมีรายได้ลดลงจาก เดิม อีกทั้งตัวเลขการทำงานต่ำระดับก็มีจำนวนเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มรายได้เฉลี่ยของภาคครัวเรือน ที่ปรับตัวลดลง ปัญหาการว่างงานและรายได้ที่ลดลงนี้คาดว่าจะส่งผลให้การบริโภคของภาคเอกชนใน ไตรมาส 1/2552 หดตัวประมาณ 2.7% จากที่ขยายตัว 2.2% ในไตรมาส 4/2551 ซึ่งนับเป็นอัตราติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี

การลงทุนของภาคเอกชนมีแนวโน้มหดตัวสูง ภาวะการผลิตที่หดตัวลงอย่างมาก ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ซบเซาส่งผลให้ธุรกิจต่างชะลอโครงการลงทุนขยาย อุปกรณ์เครื่องจักรใหม่ ขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็ประสบปัญหากำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอลงและ สถาบันการเงินเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ สำหรับการลงทุนของภาครัฐก็ยังไม่มีโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เกิดขึ้นมากนัก รัฐวิสาหกิจหลายแห่งมีการชะลอโครงการลงทุนที่ยังไม่เร่งด่วนออกไป

ด้วยเหตุนี้จึงคาดว่าการลงทุนโดยรวมในไตรมาส 1/2552 อาจจะหดตัวสูงถึง 14.1% สูงขึ้นจากที่หดตัว 3.3% ในไตรมาส 4/2551 ซึ่งจะเป็นอัตราติดลบที่หนักที่สุดในรอบ 10 ปีเช่นเดียวกัน

ปัจจัยหลักที่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจในไตรมาสแรกนี้ คาดว่ามาจากการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยในไตรมาส 1/2552 มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 28.8% จากที่เพิ่มขึ้น 3.9% ในไตรมาส 4/2552 ซึ่งเป็นผลมาจากการเร่งเบิกจ่ายวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณราย จ่ายเพิ่มเติมเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ (งบกลางปี) โดยเฉพาะในช่วงสิ้นเดือน มี.ค. ได้มีการเบิกโอนวงเงินส่วนหนึ่งของมาตรการแจกเช็คช่วยชาติที่เริ่มแจกในวัน แรกคือวันที่ 26 มี.ค. และประชาชนบางส่วนได้นำเช็คไปขึ้นเงินทันที

อย่างไรก็ดี วงเงินส่วนใหญ่ของมาตรการดังกล่าวน่าจะมีการเบิกโอนเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 2/2552 ขณะที่การนำเงินจากเช็คที่ได้รับไปใช้จ่ายของประชาชนในส่วนของผู้ประกันตน บุคลากรภาครัฐ และผู้รับบำนาญนั้น น่าจะทยอยหมุนเวียนสู่ระบบในลักษณะกระจายตัวในช่วงไตรมาส 2-3 โดยประชาชนส่วนหนึ่งแม้นำเช็คไปขึ้นเงินแล้วแต่ก็ไม่ได้ใช้จ่ายทันที โดยอาจจะเก็บออมไว้ก่อน ขณะที่ประชาชนบางส่วนที่นำเช็คไปใช้ในโครงการเพิ่มมูลค่าตามที่ธุรกิจค้า ปลีกและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจัดแคมเปญขึ้นนั้น ส่วนใหญ่เป็นการแลกเป็นบัตรของขวัญซึ่งมีระยะเวลาใช้ได้หลายเดือน

ผลของมาตรการเช็คช่วยชาตินี้จึงอาจไม่ได้นำไปสู่การใช้จ่ายและการผลิตในรอบใหม่อย่างทันทีทั้งจำนวน

สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดที่พลิกกลับมามีฐานะเกินดุลในระดับสูงถึง 9,100 ล้านเหรียญสหรัฐ จากผลของการนำเข้าที่ลดลงอย่างรุนแรงนั้น คาดว่าจะไม่ได้ส่งผลบวกมากนักต่ออัตราการขยายตัวของจีดีพี เนื่องจากจีดีพีคำนวณโดยใช้บัญชีในด้านการผลิตเป็นหลัก ภาวะการผลิตในระบบเศรษฐกิจและการนำเข้าที่หดตัวลงอย่างมากนั้น จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าธุรกิจต่างใช้สต๊อกสินค้าเดิมที่เหลืออยู่ ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนเปลี่ยนสินค้าคงเหลือ ปรับตัวลดลงอย่างมาก

หากพิจารณาองค์ประกอบของเศรษฐกิจในด้านการผลิตแล้ว จะเห็นได้ว่าการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า และการขนส่งมีแนวโน้มหดตัวสูงขึ้น ขณะที่การก่อสร้าง และโรงแรมและภัตตาคารยังหดตัวในระดับสูง ส่วนภาคเกษตรก็มีทิศทางที่ชะลอตัวลง จากปัจจัยทั้งหมด คาดว่าตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 1/2552 ที่ปรับฤดูกาลอาจจะลดลงประมาณ 1.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นอัตราการติดลบที่ชะลอลงจากไตรมาส 4/2552 ที่จีดีพีลดลงถึง 6.1% จากไตรมาสก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่าจีดีพีในไตรมาส 1/2552 อาจหดตัว 6.5% ซึ่งเป็นอัตราติดลบที่สูงขึ้นกว่าในไตรมาส 4/2551 ที่หดตัว 4.3% และเป็นการหดตัวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี

สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2/2552 แม้ว่ามีสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกมีทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้น จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน และการถดถอยในระดับที่ชะลอลงของเศรษฐกิจสหรัฐ และเศรษฐกิจ ชั้นนำอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการฟื้นตัวในระยะข้างหน้ายังคงมีความไม่แน่นอน และยังคงต้องใช้ระยะเวลาอีกยาวนานนับปี กว่าที่เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วจะกลับมาขยายตัวได้ในระดับเต็มศักยภาพอีก ครั้ง ปัญหาการว่างงานที่ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น จะยังคงเป็นปัจจัยถ่วงการฟื้นตัวของการ ใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจในประเทศกลุ่มนี้ นอกจากนี้ การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือ Influenza A (H1N1) ที่ตามข้อมูลล่าสุดขององค์การอนามัยโลก (WHO: World Health Organization) บอกว่าได้ขยายการระบาดไปสู่ 29 ประเทศทั่วโลก มีการยืนยันจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น 4,379 ราย ณ วันที่ 10 พ.ค. 2552 นับเป็นการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 สัปดาห์ อาจเป็นปัจจัยที่ อาจคุกคามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยสถานการณ์แพร่ระบาดจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยว และการดำเนินกิจกรรมเศรษฐกิจในที่สาธารณะด้วย

อย่างไรก็ดี จากสัญญาณบวกของเศรษฐกิจโลกที่ปรากฏก็ได้เริ่มมีผลต่ออุตสาหกรรมส่งออกของ ไทยบ้างแล้ว โดยอุตสาหกรรมบางกลุ่มเริ่มมีคำสั่งซื้อไหลกลับเข้ามา เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ผลของการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ส่งผลให้หลายประเทศหลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อสุกร และหันมาสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ไก่และอาหารทะเลจากไทยเพิ่มขึ้น แต่คำสั่งซื้อที่เข้ามาส่วนใหญ่น่าจะมีการส่งมอบในช่วงไตรมาส 3-4/2552

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในไตรมาส 2/2552 จะมีปัจจัยบวกจากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ไหลเข้าสู่ระบบ เศรษฐกิจ และสัญญาณที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลที่จะเกิดขึ้นต่อการส่งออกอาจเริ่มเห็นชัดเจนก็ต่อเมื่อเข้าสู่ช่วง ครึ่งหลังของปี ขณะเดียวกันปัญหาการว่างงานอาจจะมีแนวโน้มที่รุนแรงขึ้นกว่าในไตรมาสแรก เนื่องจากจะมีผู้จบการศึกษาใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานอีกจำนวนมาก ธุรกิจที่พึ่งพาอุปสงค์ภายในประเทศจะเริ่มซึมซับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่ ถดถอยที่รุนแรงกว่าที่เคยคาดการณ์ก่อนหน้านี้

กล่าวโดยรวมแล้ว ในกรณีพื้นฐานเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2552 มีโอกาสที่จะปรับตัวดีขึ้นกว่าในไตรมาสแรกเล็กน้อย แต่ปัจจัยเสี่ยงในหลายด้านดังที่กล่าวมาข้างต้นอาจจะยังคงเป็นปัจจัยที่กด ดันการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ อัตราการเติบโตของจีดีพีของไตรมาส 2/2552 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าอยู่ในช่วงลดลง 0.2% ถึงขยายตัว 1.4% ซึ่งเป็นทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้นหรือ ค่อนข้างทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า

แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2552 อาจยังคงหดตัวในอัตราที่ค่อนข้างสูง อยู่ในกรอบประมาณ 5.6-7.0%

กรอบบนของประมาณการ ที่เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นกว่าในไตรมาสแรกนั้น อยู่ ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐบาลมีการเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามเป้าหมาย รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและสัญญาณของเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัว ดีขึ้นอาจช่วยสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น และนำเงินที่ได้รับจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาใช้จ่ายแทนที่จะเก็บออม ไว้ก่อน

กรอบล่างของประมาณการ ที่เศรษฐกิจอาจจะหดตัวสูงขึ้นกว่าในไตรมาสแรกนั้น อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ คาดว่าการส่งออกและการผลิตของภาคอุตสาหกรรมในไตรมาส 2/2552 ยังหดตัวในอัตราที่สูง ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลของฐานเปรียบเทียบที่การส่งออกในช่วงเดียวกันของปี ก่อนขยายตัวสูงอย่างมากด้วย ส่วนในด้านการนำเข้าอาจหดตัวในอัตราที่ชะลอลง จากที่คาดว่าภาคธุรกิจน่าจะมีการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตมาก ขึ้นกว่าในไตรมาสแรก เนื่องจากระดับสินค้าคงคลังที่ลดลง รวมทั้งราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ผลดังกล่าวจะทำให้การเกินดุลการค้าลดลง และเมื่อรวมกับผลกระทบต่อดุลบริการจากรายได้การท่องเที่ยวที่หายไปหลัง เหตุการณ์จลาจลเมื่อเดือนเม.ย. จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มลดลง ค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันเศรษฐกิจภายในประเทศมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นกว่าในไตรมาสแรก ทั้งจากผลกระทบของความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ ผลกระทบต่อธุรกิจภายในประเทศจากสภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวสูงกว่าที่คาด ผลกระทบของปัญหาการว่างงาน และสถานะการคลังของรัฐบาลมีข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งความกังวลต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและปัญหาการว่างงาน อาจจะกดดันให้การบริโภคของภาคเอกชนยังหดตัวสูงขึ้นกว่าในไตรมาสแรก

จากการวิเคราะห์เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยที่มีการรายงานออกมาในช่วง ก่อนหน้านี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 1/2552 ที่ปรับฤดูกาลแล้ว อาจยังคงลดลงประมาณ 1.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าเป็นอัตราการติดลบที่ชะลอลงจาก 6.1% ในไตรมาส 4/2552 ซึ่งเป็นช่วงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่า จีดีพีในไตรมาส 1/2552 อาจหดตัว 6.5% ซึ่งเป็นอัตราติดลบที่สูงขึ้นกว่าในไตรมาส 4/2551 ที่จีดีพีหดตัว 4.3% และเป็นการหดตัวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี

สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2/2552 คาดการณ์อัตราการเติบโตของจีดีพีของไตรมาส 2/2552 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าอยู่ในช่วงลดลง 0.2% ถึงขยายตัว 1.4% ซึ่งเป็นทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้น หรือค่อนข้างทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2552 อาจยังคงหดตัวในอัตราที่ค่อนข้างสูง อยู่ในกรอบประมาณ 5.6-7.0%

อย่างไรก็ดี แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2552 อาจยังไม่ฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนนัก แต่คาดว่าแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะปรับตัวดีขึ้น โดยอัตราการขยายตัวของจีดีพีเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าน่าจะมีทิศทางที่ เป็นบวกได้ในไตรมาส 3/2552 แม้ว่าตัวเลขจีดีพีที่เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอาจจะยังคงหดตัวก็ตาม แต่ยังคงต้องติดตามความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งทิศทางราคาน้ำมันซึ่งหากปรับตัวสูงขึ้นรวดเร็วเกินไปก็อาจส่งผลกดดัน ต่อภาวะเงินเฟ้อและอำนาจซื้อของประชาชน

สำหรับการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและการเร่ง เบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลนั้น น่าจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าอยู่ในขณะนี้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น แต่ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะนำไปสู่การหมุนเวียนของการใช้จ่ายและ การผลิตในรอบต่อๆ ไปนั้น ยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยความเชื่อมั่นของภาคเอกชน

ขณะที่รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่อง เที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอยู่บนปัจจัยพื้นฐานของความสงบเรียบร้อยทางการเมืองและ เสถียรภาพของรัฐบาล เป็นสำคัญ

การลงทุนตราสารทุนในภาวะความผันผวนสูง

ภาวะการลงทุนในตราสารทุนในปี 2551 คาดว่าจะมีความผันผวนสูงต่อเนื่องมาจากช่วงปลายปี 2550 จากปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นใจของผู้บริโภคที่อยู่ในระดับต่ำ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และปัญหาสภาพคล่องที่ตึงตัวของสหรัฐฯที่มีผลมาจากเงินกู้ในภาคอสังหาริม ทรัพย์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ จากปัจจัยด้านลบต่างๆ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ใช้นโยบายการลงทุนที่มีความระมัดระวังสูง โดยบริษัทได้ใช้การวิเคราะห์เศรษฐกิจ และหลักทรัพย์ทั้งภายใน และภายนอกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยในการเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีฐานะทางการเงินที่ดี และมีแนวโน้มในการขยายตัวสูง

ในขณะเดียวกันก็มีการกระจายการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะถูกควบคุมโดยระบบป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ ที่จะมาช่วยในการลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนต่างๆ ภายใต้ภาวะการลงทุนที่มีความผันผวนสูง อย่างไรก็ตาม ภายใต้ปัจจัยกดดันต่างๆ ฝ่ายลงทุนมองเห็นโอกาสในการลงทุนในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูง โดยผู้จัดการกองทุนได้ปรับนโยบายการบริหารกองทุนที่ค่อนข้าง Active เพื่อให้สอดคล้องกับความผันผวนของตลาด ซึ่งเป็นกลยุทธการลงทุนที่บริษัทใช้มาตั้งแต่ปี 2550 และได้ผลตอบแทนที่อยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก โดยผลตอบแทนในช่วงปี 2550 สูงกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ถึง 19%

กองทุนตราสารทุนที่อยู่ภายใต้การบริหาร และจัดการมีจำนวนหลายกองทุนด้วยกัน ในโอกาสนี้ ขอหยิบยกกองทุนเปิดกรุงไทยหุ้นทุนปันผล ( KTSF) มาแนะนำ เพราะเป็นกองทุนที่เหมาะสำหรับนักลงทุนทั่วไป ที่รับความเสี่ยงได้ และมีความสนใจการลงทุนในตลาดหุ้น แต่ไม่มีเวลาศึกษาหรือ ลงทุนได้ด้วยตนเอง ก็สามารถลงทุนผ่านกองทุนดังกล่าวได้ โดยผู้ลงทุนสามารถซื้อหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ และขายคืนหน่วยลงทุนได้ทุกวันจันทร์ เป็นกองทุนที่มีนโยบายการจ่ายเงินปันผล ในปี 2550 จ่ายปันผลทั้งสิ้น 3 ครั้ง จำนวนรวม 1.50 บาท ผลตอบแทน Year to date ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 อยู่ที่ -1.35% ในขณะที่ SET 50 อยู่ที่ -2.59% นักลงทุนที่สนใจอาจจะหาจังหวะเข้าลงทุน เพราะในปีนี้ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นมีความผันผวนค่อนข้างสูง

อายุกับการลงทุน

ถาม-หนูทำงานมาประมาณ 2-3ปีเเล้วค่ะ อยากรู้ว่าถ้าอายยังน้อยควรลงทุนในหุ้นมากๆ แต่ถ้าอายุมากเเล้วไม่ควรลงทุนในหุ้น อันนี้จริงหรือเปล่าคะคืออยากลงทั้งหุ้นเเละตราสารหนี้ค่ะ น้องใหม่

ตอบ ตามความเป็นจริงนะครับ การ ลงทุน คือ ทางเลือกในการบริหารเงินออมที่มีอยู่ ให้งอกเงย ตามวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายที่ตัวเองได้ตั้งเอาไว้ ในขอบข่ายของความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ หากเสี่ยงมากก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนมาก เสี่ยงน้อยก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนน้อย

ดังนั้นะครับ ก่อนพิจารณาตัดสินใจเลือกลงทุน ผู้ลงทุนต้องถามตัวเองก่อนว่า จะวางเป้าหมายการลงทุนไว้อย่างไร แล้วยอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหนซึ่ง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้นั้นนอกจากนิสัยใจคอ หรือความชอบส่วนตัวแล้ว ก็ยังมี อายุ ภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบ ฐานะการเงินในปัจจุบัน ความสามารถในการหารายได้ในอนาคต หรือแม้กระทั่งว่า ณ ตอนนี้เรามีเงินสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินเพียงพอแล้วหรือยัง เหล่านี้เป็นต้น

แนวทางการลงทุนแบบกลางๆ โดยอ้างอิงกับสมมติฐานในลักษณะของคนทั่วๆ ไปเกี่ยวกับปัจจัยและข้อจำกัดในการลงทุน ในแต่ละช่วงอายุของคนเรา มีดังต่อไปนี้ (ข้อมูลอ้างอิงจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุน)

- อายุ 21-30 ปี เป็นวัยที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ยังไม่มีภาระต้องรับผิดชอบมากนัก และเป็นวัยที่ยังมีเวลาและมีกำลังในการหารายได้อีกนาน ดังนั้น คนในช่วงวัยนี้จึงสามารถจัดสรรเงินไปลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงสูงได้ เกือบทั้งหมด เพราะอยู่ในวัยที่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้มาก และหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ก็มีเวลามากเพียงพอที่จะเรียนรู้แก้ไขข้อผิดพลาดนั้น โดยอาจจะลงทุนในตราสารทุน เช่น หุ้น กองทุนรวมหุ้น ได้ถึง 90% ส่วนอีก 10% ที่เหลือเก็บไว้ในรูปของเงินฝากและตราสารหนี้ เช่น พันธบัตร ตั๋วสัญญาใช้เงิน หุ้นกู้ หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ เป็นต้น

- อายุ 31-40 ปี เป็นวัยที่การงานเริ่มมั่นคง รายได้เพิ่มสูงขึ้น และในขณะเดียวกันก็มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มตามมาเป็นทวีคูณ เพราะ อยู่ในช่วงที่กำลังสร้างครอบครัว แต่งงาน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ เมื่อมีภาระผูกพันที่ต้องรับผิดชอบมากและต่อเนื่อง ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ก็ลดน้อยลง การลงทุนของคนในวัยนี้จึงอาจจะต้องลดสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้นลง จาก 90% ให้เหลือเพียง 50% ของเงินออม แล้วไปเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ให้มากขึ้นในจำนวนที่เท่าๆ กัน

ทำการลงทุนให้เป็นเรื่องง่าย

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล บลจ.วรรณ


ในหนังสือ Straight Talk on Investing ซึ่งเขียนโดยแจ็ค เบรนแนน ประธานบริษัทแวนการ์ดบริษัทจัดการลงทุนชั้นแนวหน้าของอเมริกาเริ่มต้นโดยการ พูดถึงความเชื่อผิดๆของคนทั่วไปว่าการลงทุนนั้นเป็นเรื่องยาก หลายคนคิดว่าต้องมีเงินมากเสียก่อนจึงจะเอาเงินมาต่อเงินได้ บางคนคิดว่าต้องมีความรู้มากๆอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจเข้าใจแจ่มแจ้ง ติดตามข่าวคราวในตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง รู้ว่าธนาคารกลางหรือเฟดจะตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยอย่างไรรู้ว่าบริษัท จดทะเบียนทำกำไรเท่าใด จะจ่ายปันผลมากแค่ไหน จริงอยู่ที่สิ่งเหล่านั้นมีความหมาย แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องติดตามจนใกล้ชิดจนเกินไป เพื่อจะได้มีการลงทุนที่ดี คำพูดสำคัญของแจ็คคือ “การลงทุนเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด”

แจ็คได้ตีกรอบการบ้านที่นักลงทุนที่ดีจะต้องทำเพื่อให้เป็นนักลงทุน ที่ดี โดยการ1. รู้จักการลงทุนหลักสามประเภท 2. เข้าใจเรื่องความเสี่ยง และ 3. รู้จักตัวเองในฐานะของนักลงทุนคนหนึ่ง

**การลงทุนหลักสามประเภท คือ หุ้น (stock) ตราสารหนี้ (bond) และเงินสด (cash) หุ้นเป็นการลงทุนแล้วเป็นเจ้าของธุรกิจ มีส่วนในเงินปันผล ตราสารหนี้ลงทุนแล้วเป็นเจ้าหนี้รับดอกเบี้ยของเงินลงทุนเป็นหลักพันธบัตร ใช้เรียกตราสารหนี้ภาครัฐ หุ้นกู้เป็นตราสารหนี้เอกชน ส่วนเงินสด หมายถึงเงินฝากธนาคารตลอดจนกองทุนตลาดเงินต่างๆ**

ข่าวดีก็คือ นักลงทุนไม่ต้องลงมือศึกษาถึงหุ้นทีละตัว พันธบัตรหรือหุ้นกู้ทีละฉบับเพราะมีกองทุนรวมมากมายที่มีหน้าที่เลือกลงทุน ในรายละเอียดเหล่านั้นแทนผู้ลงทุนอยู่แล้ว หน้าที่ของนักลงทุนจึงเพียงแค่การตัดสินใจเลือกสัดส่วนการลงทุนตามประเภทกอง ทุนเหล่านั้นก็เพียงพอแล้ว ซึ่งผมเคยเขียนไว้ในบทความก่อนๆ ว่า Asset Allocation โดยที่ในตอนก่อนๆนั้นผมได้ให้ข้อมูลตลาดทุนไทยซึ่งมีข้อมูลที่ไม่ยาวนานนัก ในวันนี้จึง เอาข้อมูลของอเมริกาซึ่งยาวนานกว่ามาให้ดูประกอบครับ

แม้ข้อมูลจะเป็นของอเมริกา แต่จากการศึกษาของผม พบว่าข้อมูลเท่าที่มีของไทยก็มิได้ต่างไปจากกันมากมายนัก ดังนั้นจึงใช้เป็นกรอบประกอบการตัดสินใจได้เป็นอย่างดี โดยนักลงทุนสามารถเลือกเป้าหมายจากเสี่ยงน้อยไปจนถึงมาก ว่าต้องการความเสถียรมั่นคงของเงินต้น (stability) ต้องการกระแสเงินรายได้ออกมาใช้เรื่อยๆ (Income) ต้องการเติบโตแบบระมัดระวัง สมดุล ปานกลาง หรือแบบเชิงรุก โดยนักลงทุนควรดูอัตราผลตอบแทนในอดีตควบคู่ไปกับความเสี่ยงซึ่งแสดงไว้สอง มิติด้วยกัน คือ ปีที่ขาดทุนสูงสุด และจำนวนปีที่ขาดทุน

ผลตอบแทนที่แจ็คแสดงนำมาจากดัชนี ซึ่งหากจะลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกันที่สุดคงต้องลงทุนใน กองทุนดัชนีหรืออีทีเอฟนะครับ สำหรับการลงทุนในหุ้นที่ต้องการให้ได้ผลตอบแทนเหมือนๆกับดัชนี SET50 ของไทย ก็สามารถใช้ TDEX (ThaiDEX SET50 ETF) ได้ ส่วนตราสารหนี้ก็อาจใช้กองทุนตราสารหนี้ต่างๆ ได้ ส่วน cash นั้นนอกจากการฝากเงินก็สามารถใช้พวกกองทุนตลาดเงิน เป็นต้น

ด้วย ความสำคัญของการทำ Asset Allocation ที่เปรียบเสมือนกับหัวใจของกลยุทธ์การลงทุนในปัจจุบัน ทำให้ ETF ได้รับความนิยมจากนักลงทุนไปทั่วโลก เพราะ ETF ได้รวมเอาข้อดีของกองทุนรวม และหุ้นไว้ด้วยกัน คือมีการกระจายความเสี่ยงไปในหลักทรัพย์หลายๆตัวตามส่วนประกอบของดัชนีอ้าง อิง มีสภาพคล่องซื้อขายได้ทันทีในตลาดหลักทรัพย์เช่นเดียวกับหุ้น ด้วยเหตุนี้เอง ETF จึงกลายเป็นเครื่องมือการลงทุนที่ทรงประสิทธิภาพในการทำ Asset Allocation จนในปัจจุบัน ETF มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิทั่วโลกประมาณ 8 แสนล้านเหรียญ ดอลลาร์ สรอ. กองทุน (Style ETF) เช่น เน้นหุ้นเติบโต (Growth) หุ้นคุณค่า (Value) หรือ หุ้นปันผล (Dividend)

สำหรับในประเทศไทย ETF ตัวแรกที่ลงทุนในตราสารทุนคือ TDEX (ThaiDEX SET50 ETF) บริหารจัดการโดย บลจ.วรรณ TDEX อิงดัชนี SET50 มีการกระจายการลงทุนไปยังหุ้นชั้นนำ 50 ตัวที่อยู่ในอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2551 TDEX มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 3,7793.46 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตมากกว่า 280% ในเวลา 10 เดือนนับจากจัดตั้งกองทุน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจจากผู้ลงทุนอย่างกว้างขวาง

ท้ายนี้มีประชาสัมพันธ์ข้อมูลการลงทุนใหม่สองเรื่อง เรื่องแรก คือ ด้วยการสนับสนุนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในเร็วๆนี้ตลาดหุ้นไทยจะมี Equity ETF ตัวที่สอง ที่มีชื่อว่า M-Track Energy ETF (ENGY) ซึ่งจะอ้างอิงผลตอบแทนกับดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยมี บลจ.ทหารไทย เป็นผู้บริหารจัดการกองทุน กองทุน ENGY จะทำการเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 21 – 28 กรกฏาคม 2551 และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯในช่วงต้นเดือนสิงหาคม หลังจากนั้นผู้ลงทุนสามารถซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯได้ทุกโบรกเกอร์ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ กองทุน ENGY สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.ทหารไทยครับ

เรื่อง ที่สอง คือ เช้าวันที่ 30 กค. นี้ บลจ. วรรณ จะจัดงานสัมมนาลงทุนอย่างไรให้รวยในภาวะผันผวนที่ห้องประชุมศาสตราจารย์ สังเวียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะมีการบรรยายเกี่ยวกับ การเลือกกองทุน LTF และ RMF ให้เหมาะกับนักลงทุนและการคาดการณ์ภาวะตลาด ตลอดจน workshop การวางแผนการลงทุนให้รวยอัตโนมัติ โดยมีผมและทีมงานเป็นวิทยากร และมีคุณปริทรรศน์ เหลืองอุทัย เป็นวิทยากรรับเชิญพูดในหัวข้อ เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน ด้วยตราสารอนุพันธ์ ท่านที่สนใจ สามารถโทรสำรองที่นั่งได้ฟรีที่บลจ.วรรณ 02 659 8888 นะครับ