3 เดือนแรกศก.ต่ำสุดรอบ 10 ปี ไตรมาส 2 ฟื้น...

3 เดือนแรกศก.ต่ำสุดรอบ 10 ปี ไตรมาส 2 ฟื้น...

แม้ว่าในไตรมาส 4/2551 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวติดลบอย่างรุนแรง

เนื่องจากผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองจนนำไปสู่การปิดท่า อากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและดอนเมืองนั้น ได้สร้างความสูญเสียแก่ภาคการท่องเที่ยว การลงทุน และการส่งออก

แต่จากการวิเคราะห์เครื่องชี้เศรษฐกิจล่าสุดที่มีการรายงานออกมา ได้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2552 ยังคงทรุดตัวลงมากขึ้น

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป แม้ว่ามีสัญญาณของการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลก แต่แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ ยังคงมีความ ไม่แน่นอน ประกอบกับมีปัจจัยเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือ Influenza A (H1N1) ขณะที่เศรษฐกิจไทยเองก็ยังคงเผชิญปัจจัยลบจากภายในประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งอาจกดดันให้เศรษฐกิจในไตรมาส 2/2552 ยังคงหดตัวในระดับสูง

วิกฤตเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมส่งออก การจ้างงาน และรายได้ครัวเรือน เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2552 ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยของโลกครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่หลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ส่งผลให้การส่งออกของไทยหดตัวลงถึง 19.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปถึงการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลดลงถึง 18.9% และธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจำเป็นต้องปรับลดกำลังการผลิต ลดเวลาทำงาน รวมถึงลดจำนวนพนักงานลง

ส่งผลให้จำนวนผู้ว่างงานในภาคการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 56.2% ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2552 โดยมีจำนวนเฉลี่ยประมาณ 301,000 คน จากจำนวน 192,800 คนในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผู้ว่างงานโดยรวมของประเทศเพิ่มขึ้นมามีจำนวนเฉลี่ยประมาณ 796,800 คน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 2.1% สูงขึ้นจาก 1.6% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

มีการโยกย้ายแรงงานจากภาคอุตสาหกรรมไปสู่ภาคการเกษตรและภาคบริการ แต่แรงงานกลุ่มที่โยกย้ายสาขาอาชีพส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะมีรายได้ลดลงจาก เดิม อีกทั้งตัวเลขการทำงานต่ำระดับก็มีจำนวนเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มรายได้เฉลี่ยของภาคครัวเรือน ที่ปรับตัวลดลง ปัญหาการว่างงานและรายได้ที่ลดลงนี้คาดว่าจะส่งผลให้การบริโภคของภาคเอกชนใน ไตรมาส 1/2552 หดตัวประมาณ 2.7% จากที่ขยายตัว 2.2% ในไตรมาส 4/2551 ซึ่งนับเป็นอัตราติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี

การลงทุนของภาคเอกชนมีแนวโน้มหดตัวสูง ภาวะการผลิตที่หดตัวลงอย่างมาก ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ซบเซาส่งผลให้ธุรกิจต่างชะลอโครงการลงทุนขยาย อุปกรณ์เครื่องจักรใหม่ ขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็ประสบปัญหากำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอลงและ สถาบันการเงินเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ สำหรับการลงทุนของภาครัฐก็ยังไม่มีโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เกิดขึ้นมากนัก รัฐวิสาหกิจหลายแห่งมีการชะลอโครงการลงทุนที่ยังไม่เร่งด่วนออกไป

ด้วยเหตุนี้จึงคาดว่าการลงทุนโดยรวมในไตรมาส 1/2552 อาจจะหดตัวสูงถึง 14.1% สูงขึ้นจากที่หดตัว 3.3% ในไตรมาส 4/2551 ซึ่งจะเป็นอัตราติดลบที่หนักที่สุดในรอบ 10 ปีเช่นเดียวกัน

ปัจจัยหลักที่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจในไตรมาสแรกนี้ คาดว่ามาจากการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยในไตรมาส 1/2552 มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 28.8% จากที่เพิ่มขึ้น 3.9% ในไตรมาส 4/2552 ซึ่งเป็นผลมาจากการเร่งเบิกจ่ายวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณราย จ่ายเพิ่มเติมเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ (งบกลางปี) โดยเฉพาะในช่วงสิ้นเดือน มี.ค. ได้มีการเบิกโอนวงเงินส่วนหนึ่งของมาตรการแจกเช็คช่วยชาติที่เริ่มแจกในวัน แรกคือวันที่ 26 มี.ค. และประชาชนบางส่วนได้นำเช็คไปขึ้นเงินทันที

อย่างไรก็ดี วงเงินส่วนใหญ่ของมาตรการดังกล่าวน่าจะมีการเบิกโอนเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 2/2552 ขณะที่การนำเงินจากเช็คที่ได้รับไปใช้จ่ายของประชาชนในส่วนของผู้ประกันตน บุคลากรภาครัฐ และผู้รับบำนาญนั้น น่าจะทยอยหมุนเวียนสู่ระบบในลักษณะกระจายตัวในช่วงไตรมาส 2-3 โดยประชาชนส่วนหนึ่งแม้นำเช็คไปขึ้นเงินแล้วแต่ก็ไม่ได้ใช้จ่ายทันที โดยอาจจะเก็บออมไว้ก่อน ขณะที่ประชาชนบางส่วนที่นำเช็คไปใช้ในโครงการเพิ่มมูลค่าตามที่ธุรกิจค้า ปลีกและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจัดแคมเปญขึ้นนั้น ส่วนใหญ่เป็นการแลกเป็นบัตรของขวัญซึ่งมีระยะเวลาใช้ได้หลายเดือน

ผลของมาตรการเช็คช่วยชาตินี้จึงอาจไม่ได้นำไปสู่การใช้จ่ายและการผลิตในรอบใหม่อย่างทันทีทั้งจำนวน

สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดที่พลิกกลับมามีฐานะเกินดุลในระดับสูงถึง 9,100 ล้านเหรียญสหรัฐ จากผลของการนำเข้าที่ลดลงอย่างรุนแรงนั้น คาดว่าจะไม่ได้ส่งผลบวกมากนักต่ออัตราการขยายตัวของจีดีพี เนื่องจากจีดีพีคำนวณโดยใช้บัญชีในด้านการผลิตเป็นหลัก ภาวะการผลิตในระบบเศรษฐกิจและการนำเข้าที่หดตัวลงอย่างมากนั้น จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าธุรกิจต่างใช้สต๊อกสินค้าเดิมที่เหลืออยู่ ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนเปลี่ยนสินค้าคงเหลือ ปรับตัวลดลงอย่างมาก

หากพิจารณาองค์ประกอบของเศรษฐกิจในด้านการผลิตแล้ว จะเห็นได้ว่าการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า และการขนส่งมีแนวโน้มหดตัวสูงขึ้น ขณะที่การก่อสร้าง และโรงแรมและภัตตาคารยังหดตัวในระดับสูง ส่วนภาคเกษตรก็มีทิศทางที่ชะลอตัวลง จากปัจจัยทั้งหมด คาดว่าตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 1/2552 ที่ปรับฤดูกาลอาจจะลดลงประมาณ 1.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นอัตราการติดลบที่ชะลอลงจากไตรมาส 4/2552 ที่จีดีพีลดลงถึง 6.1% จากไตรมาสก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่าจีดีพีในไตรมาส 1/2552 อาจหดตัว 6.5% ซึ่งเป็นอัตราติดลบที่สูงขึ้นกว่าในไตรมาส 4/2551 ที่หดตัว 4.3% และเป็นการหดตัวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี

สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2/2552 แม้ว่ามีสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกมีทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้น จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน และการถดถอยในระดับที่ชะลอลงของเศรษฐกิจสหรัฐ และเศรษฐกิจ ชั้นนำอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการฟื้นตัวในระยะข้างหน้ายังคงมีความไม่แน่นอน และยังคงต้องใช้ระยะเวลาอีกยาวนานนับปี กว่าที่เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วจะกลับมาขยายตัวได้ในระดับเต็มศักยภาพอีก ครั้ง ปัญหาการว่างงานที่ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น จะยังคงเป็นปัจจัยถ่วงการฟื้นตัวของการ ใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจในประเทศกลุ่มนี้ นอกจากนี้ การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือ Influenza A (H1N1) ที่ตามข้อมูลล่าสุดขององค์การอนามัยโลก (WHO: World Health Organization) บอกว่าได้ขยายการระบาดไปสู่ 29 ประเทศทั่วโลก มีการยืนยันจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น 4,379 ราย ณ วันที่ 10 พ.ค. 2552 นับเป็นการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 สัปดาห์ อาจเป็นปัจจัยที่ อาจคุกคามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยสถานการณ์แพร่ระบาดจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยว และการดำเนินกิจกรรมเศรษฐกิจในที่สาธารณะด้วย

อย่างไรก็ดี จากสัญญาณบวกของเศรษฐกิจโลกที่ปรากฏก็ได้เริ่มมีผลต่ออุตสาหกรรมส่งออกของ ไทยบ้างแล้ว โดยอุตสาหกรรมบางกลุ่มเริ่มมีคำสั่งซื้อไหลกลับเข้ามา เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ผลของการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ส่งผลให้หลายประเทศหลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อสุกร และหันมาสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ไก่และอาหารทะเลจากไทยเพิ่มขึ้น แต่คำสั่งซื้อที่เข้ามาส่วนใหญ่น่าจะมีการส่งมอบในช่วงไตรมาส 3-4/2552

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในไตรมาส 2/2552 จะมีปัจจัยบวกจากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ไหลเข้าสู่ระบบ เศรษฐกิจ และสัญญาณที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลที่จะเกิดขึ้นต่อการส่งออกอาจเริ่มเห็นชัดเจนก็ต่อเมื่อเข้าสู่ช่วง ครึ่งหลังของปี ขณะเดียวกันปัญหาการว่างงานอาจจะมีแนวโน้มที่รุนแรงขึ้นกว่าในไตรมาสแรก เนื่องจากจะมีผู้จบการศึกษาใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานอีกจำนวนมาก ธุรกิจที่พึ่งพาอุปสงค์ภายในประเทศจะเริ่มซึมซับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่ ถดถอยที่รุนแรงกว่าที่เคยคาดการณ์ก่อนหน้านี้

กล่าวโดยรวมแล้ว ในกรณีพื้นฐานเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2552 มีโอกาสที่จะปรับตัวดีขึ้นกว่าในไตรมาสแรกเล็กน้อย แต่ปัจจัยเสี่ยงในหลายด้านดังที่กล่าวมาข้างต้นอาจจะยังคงเป็นปัจจัยที่กด ดันการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ อัตราการเติบโตของจีดีพีของไตรมาส 2/2552 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าอยู่ในช่วงลดลง 0.2% ถึงขยายตัว 1.4% ซึ่งเป็นทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้นหรือ ค่อนข้างทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า

แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2552 อาจยังคงหดตัวในอัตราที่ค่อนข้างสูง อยู่ในกรอบประมาณ 5.6-7.0%

กรอบบนของประมาณการ ที่เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นกว่าในไตรมาสแรกนั้น อยู่ ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐบาลมีการเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามเป้าหมาย รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและสัญญาณของเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัว ดีขึ้นอาจช่วยสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น และนำเงินที่ได้รับจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาใช้จ่ายแทนที่จะเก็บออม ไว้ก่อน

กรอบล่างของประมาณการ ที่เศรษฐกิจอาจจะหดตัวสูงขึ้นกว่าในไตรมาสแรกนั้น อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ คาดว่าการส่งออกและการผลิตของภาคอุตสาหกรรมในไตรมาส 2/2552 ยังหดตัวในอัตราที่สูง ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลของฐานเปรียบเทียบที่การส่งออกในช่วงเดียวกันของปี ก่อนขยายตัวสูงอย่างมากด้วย ส่วนในด้านการนำเข้าอาจหดตัวในอัตราที่ชะลอลง จากที่คาดว่าภาคธุรกิจน่าจะมีการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตมาก ขึ้นกว่าในไตรมาสแรก เนื่องจากระดับสินค้าคงคลังที่ลดลง รวมทั้งราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ผลดังกล่าวจะทำให้การเกินดุลการค้าลดลง และเมื่อรวมกับผลกระทบต่อดุลบริการจากรายได้การท่องเที่ยวที่หายไปหลัง เหตุการณ์จลาจลเมื่อเดือนเม.ย. จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มลดลง ค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันเศรษฐกิจภายในประเทศมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นกว่าในไตรมาสแรก ทั้งจากผลกระทบของความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ ผลกระทบต่อธุรกิจภายในประเทศจากสภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวสูงกว่าที่คาด ผลกระทบของปัญหาการว่างงาน และสถานะการคลังของรัฐบาลมีข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งความกังวลต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและปัญหาการว่างงาน อาจจะกดดันให้การบริโภคของภาคเอกชนยังหดตัวสูงขึ้นกว่าในไตรมาสแรก

จากการวิเคราะห์เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยที่มีการรายงานออกมาในช่วง ก่อนหน้านี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 1/2552 ที่ปรับฤดูกาลแล้ว อาจยังคงลดลงประมาณ 1.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าเป็นอัตราการติดลบที่ชะลอลงจาก 6.1% ในไตรมาส 4/2552 ซึ่งเป็นช่วงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่า จีดีพีในไตรมาส 1/2552 อาจหดตัว 6.5% ซึ่งเป็นอัตราติดลบที่สูงขึ้นกว่าในไตรมาส 4/2551 ที่จีดีพีหดตัว 4.3% และเป็นการหดตัวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี

สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2/2552 คาดการณ์อัตราการเติบโตของจีดีพีของไตรมาส 2/2552 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าอยู่ในช่วงลดลง 0.2% ถึงขยายตัว 1.4% ซึ่งเป็นทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้น หรือค่อนข้างทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2552 อาจยังคงหดตัวในอัตราที่ค่อนข้างสูง อยู่ในกรอบประมาณ 5.6-7.0%

อย่างไรก็ดี แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2552 อาจยังไม่ฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนนัก แต่คาดว่าแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะปรับตัวดีขึ้น โดยอัตราการขยายตัวของจีดีพีเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าน่าจะมีทิศทางที่ เป็นบวกได้ในไตรมาส 3/2552 แม้ว่าตัวเลขจีดีพีที่เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอาจจะยังคงหดตัวก็ตาม แต่ยังคงต้องติดตามความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งทิศทางราคาน้ำมันซึ่งหากปรับตัวสูงขึ้นรวดเร็วเกินไปก็อาจส่งผลกดดัน ต่อภาวะเงินเฟ้อและอำนาจซื้อของประชาชน

สำหรับการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและการเร่ง เบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลนั้น น่าจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าอยู่ในขณะนี้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น แต่ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะนำไปสู่การหมุนเวียนของการใช้จ่ายและ การผลิตในรอบต่อๆ ไปนั้น ยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยความเชื่อมั่นของภาคเอกชน

ขณะที่รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่อง เที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอยู่บนปัจจัยพื้นฐานของความสงบเรียบร้อยทางการเมืองและ เสถียรภาพของรัฐบาล เป็นสำคัญ

0 Responses

Post a Comment