ช่องทางการลงทุนในตลาดทุน --วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ แนะวิธีจัดพอร์ตสำหรับวัยจ๊าบ


ช่วงที่ 1 จัดพอร์ตให้วัยรุ่น ตอน 2

นางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ รองประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า วัยทำงานควรวางแผนการใช้จ่ายก่อนที่จะเริ่มต้นวางแผนการออมและการลงทุน โดยควรใช้จ่ายอย่างสมฐานะ ขณะที่วัยสร้างครอบครัว ซึ่งเป็นวัยที่มีค่าใช้จ่ายสูง จำเป็นต้องวางแผนการออม ก่อนการใช้จ่าย และการลงทุน โดยอาจเลือกลงทุนในกองทุนสำรองเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) บ้างเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ไม่ควรซื้อสินค้าหรือใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นด้วยเงินกู้ หรือควรซื้อด้วยเงินสด เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ย หรืออาจทำประกันชีวิตที่สามารถนำไปใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ แต่อาจต้องออมในระยะยาวมาก เช่น 10 ปีขึ้นไป

ความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของแต่ละบุคคลจะขึ้นอยู่กับ 6 ปัจจัย ได้แก่
1) อายุ - หากอายุยังน้อยจะสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้สูง เนื่องจากยังมีอายุงานเหลืออยู่อีกมาก
2) ความมั่งคั่งโดยรวม - หากร่ำรวยมากจะสามารถรับความเสี่ยงได้สูง
3) ความมั่งคงของอาชีพการงาน - หากมีงานประจำหรือมีอาชีพที่มั่นคงแล้ว จะสามารถรับความเสี่ยงได้ดี
4)) ภาระทางการเงิน - หากมีภาระหนี้สินมาก เช่น ต้องผ่อนบ้าน หรือผ่อนรถ จะรับความเสี่ยงได้น้อย ซึ่งแต่ละบุคคลไม่ควรมีภาระหนี้สินเกินกว่า 15-20% ของรายได้
5) ระยะเวลาการลงทุน - การลงทุนระยะยาวจะสามารถรับความเสี่ยงได้สูงกว่าลงทุนระยะสั้น
6) ความกังวลส่วนบุคคล -หากบุคคลมีความกังวลใจในการลงทุนมากจะยอมรับความเสี่ยงได้น้อย

นาง วิวรรณกล่าวว่า ที่สุดแล้วอายุก็เป็นสิ่งสำคัญที่มีผลต่อความสามารถในการยอมรับความเสี่ยง บลจ. กสิกรไทย จึงนำเสนอกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนเหมาะสมกับบุคคลส่วนใหญ่ในแต่ละช่วงอายุ คือ กองทุน K-Lifestyle Funds เพื่อตอบสนองนักลงทุนในแต่ละช่วงอายุ แบ่งออกได้เป็น 4 กองทุน ได้แก่

K-2500 เป็นกองทุนที่เหมาะสำหรับผู้ที่เกิดก่อนปี 2500 ซึ่งยอมรับความเสี่ยงได้น้อยเนื่องจากอาจมีภาระค่าใช้จ่ายค่อนข้างมากใน อนาคต จึงลงทุนในหุ้นทั้งในและต่างประเทศไม่เกิน 20% เพื่อให้สามารถคุ้มครองเงินต้นได้แต่ยังคงมีผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก และมีความผันผวนของผลตอบแทนค่อนข้างน้อย

K-2510 เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่เกิดประมาณปี 2510 ซึ่งเป็นวัยสร้างครอบครัวที่แบกรับค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก จึงรับความเสี่ยงได้ไม่สูงนัก จึงมีนโยบายการลงทุนในหุ้นทั้งในและต่างประเทศไม่เกิน 30% เพื่อให้สามารถคุ้มครองเงินต้นได้ในระดับหนึ่งแต่ยังคงสร้างผลตอบแทนได้สูง กว่าเงินฝาก

สำหรับ K-2520 และ K-2530 เหมาะกับวัยทำงานและวัยรุ่น ซึ่งสามารถรับความเสี่ยงได้สูง จึงลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้น

นาง วิวรรณแนะนำด้วยว่า นักลงทุนควรจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม และควรกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนไว้ด้วย แต่หากมีเงินออมน้อย อาจเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมซึ่งเหมาะกับผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามตลาดด้วยเช่น กัน

********************************************************************

ช่วงที่ 2 Inside ก.ล.ต.: “ช่องทางการลงทุนในตลาดทุน”

นายประเวช องอาจสิทธิกุล ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ช่องทางหลักในการลงทุนในตลาดทุนมีอยู่ด้วยกัน 2 ช่องทางคือ

1. การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ อาจเป็นได้ทั้งการลงทุนในตลาดแรก คือ การเสนอขายหุ้นครั้งแรก (Initial Public Offering: IPO) เพื่อระดมทุนของบริษัทจดทะเบียน หรือลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์อยู่ก่อนแล้ว การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จะแตกต่างจากการฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์โดยสิ้น เชิง เพราะการฝากเงินไว้กับธนาคาร ธนาคารจะเป็นผู้ตัดสินใจให้เองว่าจะนำเงินของผู้ลงทุนไปใช้ทำอะไร และกำหนดผลตอบแทนเอาไว้ชัดเจน แต่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ จะเป็นเหมือนการเป็นเจ้าของบริษัทจดทะเบียนนั้น ๆ ผู้ลงทุนสามารถตัดสินใจเลือกได้ด้วยตนเอง ตามความสนใจและต้องดูว่าแต่ละบริษัทมีผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร มีการจ่ายปันผลที่น่าพอใจหรือไม่ ซึ่งผู้ลงทุนควรต้องมีเวลาในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเพราะมีบริษัทให้เลือกลง ทุนมากกว่า 500 บริษัท

2. การลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเอง ทั้งการวิเคราะห์หุ้นรายตัวและปัจจัยเศรษฐกิจที่แวดล้อมต่าง ๆ จึงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดูแลให้ ซึ่งกองทุนรวมมีให้เลือกด้วยกันหลายแบบ ทั้งการลงทุนในหุ้น พันธบัตร ตราสารหนี้ และกองทุนแบบผสม โดยปัจจุบันมีกองทุนรวมจดทะเบียนในประเทศทั้งหมด 700 กองทุน มีสินทรัพย์อยู่ภายใต้การบริหารจัดการทั้งหมดคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ก.ล.ต. ยังมีหน้าที่กำกับดูแลตลาดทุนในภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับความเป็นธรรมจากการลงทุน ซึ่งตัวบริษัทและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจะต้องผ่านการทดสอบตาม เกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดและขึ้นทะเบียนไว้กับก.ล.ต. ได้แก่ เจ้าหน้าที่การตลาดประมาณ 2 หมื่นราย และนักวิเคราะห์หลักทรัพย์อีก 400 ราย ของบริษัทหลักทรัพย์ทั้ง 40 แห่ง รวมถึงผู้จัดการกองทุนประมาณ 230 รายของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน

นายประเวชยังแนะให้ผู้ลงทุนเตรียมความพร้อมก่อนการลงทุน โดยต้องรู้จัก 3 สิ่งต่อไปนี้คือ
1. รู้จักตนเอง มีเป้าหมายในการลงทุน เข้าใจระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ โดยต้องแสวงหาข้อมูลความรู้เพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจและนโยบายในการลงทุน
2. รู้จักกลไกและกระบวนการลงทุน เช่น รู้วิธีและระบบการซื้อขายต่าง ๆ อย่างเข้าใจ
3. รู้จักผู้ให้บริการ ตามความสะดวกและคุณภาพของผู้ให้บริการ

ทั้งนี้ผู้ลงทุนที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ โทร. 0-2695-9506 หรือ Email: education@set.or.th


0 Responses

Post a Comment