"คุณแม่ผมไม่ได้ชื่อ "ทองสุก" แต่คำว่า "ทองสุก" เป็นชื่อที่เราถือว่าเป็นการบอกคุณสมบัติของทองคำ คือ "สุกสกาว" ทองคำที่ดีต้องสุกสกาว สุกใส ไม่ใช่สุข ข ไข่ ต้องสุก ก ไก่ แล้วคำว่า "แม่" ก็หมายความว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญ ฉะนั้นร้านทองก็เหมือนกัน แม่ทองสุก ก็คือ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการค้าทองคำ และทองคำที่ดีต้องสุกสกาวครับ"
เป็นคำเปิดเผยจาก น.พ. กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกลุ่มบริษัท แม่ทองสุก เอ็มทีเอส โกลด์ ซึ่งเป็นบริษัท/ที่ดำเนินธุรกิจด้ารทองคำรายใหญ่ของประเทศไทย โดย น.พ. กฤชรัตน์ ได้เล่าถึงภาวะของทองคำในสถานการณ์ปัจจุบันไว้อย่างน่าสนใจ เพื่อเป็นข้อมูลให้แก่บรรดานักลงทุนทั้งหลายได้ทราบกันดังนี้
พัฒนาการของทองคำในบ้านเรานั้นมีพัฒนาการมาคร่าว ๆ 3-4 step คือ
ยุคแรก (ทองตู้แดง)
คือการค้าทองคำในระบบดั้งเดิม เป็นการค้าที่เรียกว่า ทองยุคตู้แดง ซึ่งในปัจจุบันมีร้านค้าทองตู้แดงทั่วประเทศไทยกว่า 7,000 แห่ง โดยจะเห็นได้ว่าในจังหวัดเล็ก ๆ มีร้านค้าทองไม่ต่ำกว่า 30 แห่ง ส่วนในจังหวัดใหญ่ ๆ บางจังหวัด มีร้านค้าทองเกือบ 200 แห่งทั้งจังหวัด ฉะนั้น หมายความว่าเรื่องของการค้าขายทองคำสำหรับคนไทยนั้น เป็นเรื่องที่สัมผัสกันได้อย่างใกล้ชิดมาเป็นร้อยปี คนไทยคุ้นกับการมอบทองคำตั้งแต่ แม่สู่ลูก เป็นสินสอดทองหมั้น ซึ่งการซื้อขายทองคำในยุคเก่าเป็นการเดินไปที่ร้านค้าทองไปซื้อเป็นทอง รูปพรรณ กล่าวคือในยุคเก่า ๆ ผู้คนจะซื้อทองไว้สวมใส่กัน
เมื่อพัฒนาเรื่อย ๆ ในระยะหลังจะเห็นว่าราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นตลอดเวลานับตั้งแต่ในปี 2540 ซึ่งเป็นยุคฟองสบู่แตก เราคงจำกันได้ในช่วงนั้นราคาทองคำอยู่ที่ประมาณบาทละ 4,000 บาท แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ ราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 7,500 บาทและปัจจุบันอยู่ที่ประมาณบาทละ 15,700 บาท แต่ละจุดที่ผมพูดก็คือเอา 2 คูณ แต่ถ้านับกันตั้งแต่ประมาณต้น ๆ ตั้งแต่ปี 2510 ต้องบอกว่าทองคำอยู่ที่ 400-700 บาท พวกเราคงคุ้นกันดีในยุค คุณพ่อ คุณแม่เรา ทองคำบาทละ 400 แล้วก็ยืนอยู่อย่างนี้นานมาก จนยุคใหม่ ราคาทองคำกระโดดขึ้นมาตลอดในระยะเวลา 10 ปี
ยุคที่สอง (FIF การลงทุนซื้อทองคำผ่านการลงทุนในต่างประเทศ)
เมื่อทองคำมีวิวัฒนาการในการซื้อขายมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเมื่อถึงช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี บรรดาธนาคารหรือบรรดาเงินทุนหลักทรัพย์ก็เริ่มแสวงหาการลงทุนในทองคำกัน แต่เนื่องจากในเรื่องของกฎระเบียบของบ้านเราและกฎระเบียบของการอนุรักษ์ ทองคำให้เป็นเฉพาะร้านค้าทองเท่านั้น ไม่ให้ธนาคารทำการขายทองคำ ดังนั้น บรรดาสถาบันการเงินดังกล่าว จึงเลี่ยงไปลงทุนในทองคำในลักษณะ FIF โดยเป็นการลงทุนซื้อทองคำผ่านการลงทุนในต่างประเทศ คือ SPDR Gold Trust (ซึ่งเป็น "เฮดจ์ฟันด์" รายใหญ่ที่ถือครองทองคำอยู่เป็นจำนวนมาก) ถือว่าเป็นการลงทุนทางอ้อมสำหรับนักลงทุนที่ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ว่าจะซื้อหรือขายทองยังไง
ยุคที่สาม (การลงทุนในทองคำแท่ง)
พอมาถึงในช่วงยุคที่ 3 บรรดานักลงทุนที่มีความเข้าใจการซื้อขายทองมากขึ้น ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาในบ้านเรา ก็มีพัฒนาเป็นการซื้อขายทองคำแท่ง จะเห็นได้ว่าการซื้อขายทองคำแท่งในนช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ เรียกว่าหวือหวามากและมีการสนใจจากประชาชนไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก
ทั้งนี้ น.พ. กฤชรัตน์ บอกว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ การซื้อทองคำนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยคนที่มาซื้อทองคำนั้นส่วนใหญ่ จะมาซื้อทองคำแท่งกันมากกว่าซื้อทองรูปพรรณ นั่นหมายความว่า การซื้อของคำของประชาชนนั้นเปลี่ยนไป เป็นการซื้อทงคำเพื่อการลงทุนหรือเพื่อการเก็งกำไรนั่นเอง เป็นเพราะทองคำนั้นเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าในตัวของมันเอง และค่อนข้างจะมีความมั่นคง จึงเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะจะถือครองไว้ในยามที่เกิดปัญหาความไม่มั่นคงทาง เศรษฐกิจหรือการลงทุน
โดยจะเห็นได้ว่าปัจจัยหลักๆที่ส่งผลให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นนั้น มากจากปัจจัยหลักๆ ได้แก่
1. ปัญหาในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ประสบปัญหา ซึ่งหากเศรษฐกิจตกตํ่า คนจะเริ่มมองหาการลงทุนในทองคำกัน ราคาทองคำจึงสูงขึ้น
2. ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เริ่มอ่อนค่าลงจากปัญหาเศรษฐกิจ จะส่งผลให้ราคาทองคำสูงขึ้นเช่นกัน
3. ภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น
4. ปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศ เช่น การเกิดสงคราม เป็นต้น
สรุปแล้ว ปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นนั้นจะต้องเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อทั้งโลก ราคาทองคำถึงจะเพิ่มขึ้น
จากที่ น.พ. กฤชรัตน์ เล่ามานั้น จะเห็นได้ว่า ณ ช่วงเวลาจากนี้ไป สถานการณ์ของทองคำนั้น จะเปลี่ยนไปสู่ในเรื่องของการลงทุนมากขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของวิวัฒนาการของทองคำใน ยุคที่สี่ นั้นคือ การลงทุนใน Gold Futures เป็นการพัฒนาสู่การซื้อขายทองคำเป็นลักษณะสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่เราเรียกกันว่า Gold Futures ซึ่งเกิดขึ้นในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกแล้ว
แต่ อย่างไรก็ตามเรื่องวิวัฒนาการนั้นไม่ได้สร้างผลดีเสมอไปทั้งหมด แม้ว่าการซื้อขายทองคำเพื่อการเก็งกำไรนั้นจะคึกกันอย่างมากมายในช่วงระยะ ที่ผ่านมา แต่จากที่ทราบกันว่าตลาดทองคำในบ้านเรานั้นเป็นร้านค้าทองคำที่มานานกันมาก และมี้รานค่าทองจำนวนมากทั่วประเทศซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือน กับต่างประเทศ นั่นหมายความว่า เมื่อการลงทุนในทองคำก้าวเข้าสู่การลงทุนในแบบที่ไม่ได้มีการซื้อขายทองคำ จากร้านค้าทองเหมือนในที่ผ่านมา แน่นอนว่าร้านค้าทองจะประสบปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
" เมื่อถึงจุดหนึ่งที่จะต้องพัฒนาร้านค้าทองตู้แดงที่ยังไม่สามารถพัฒนาหรือ ยังไม่ก้าวสู่ยุคใหม่ เรามองว่าในโลกยุคปัจจุบัน บรรดา ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ต้องเริ่มพัฒนาตัวเอง ไม่อย่างนั้นแล้ว ภายใน 5 ปีจะโดนนักค้าข้ามชาติกลืนกินหมด"
ดังนั้นสิ่งที่ บริษัท แม่ทองสุก เอ็มทีเอส โกลด์ ได้ดำเนินการ นั่นคือการพัฒนาร้านค้าทองคำในต่างจังหวัดทั่วประเทศให้สามารถพัฒนาได้ทัน กับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดยมีการตั้ง Selling Agent ในต่างจังหวัดทั่วประเทศประจำจังหวัดละ 1 ราย เพื่อดำเนินการในเรื่องของการลงทุนใน Gold Futures พร้อมทั้งพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อการซื้อขาย ซึ่งนอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีให้เป็นมาตรฐานของตลาดหลักทรัพย์แล้ว ยังมีการพัฒนาในเรื่องระบบการซื้อขายและการชำระเงินด้วย เพราะลูกค้าที่อยู่ในต่างจังหวัดนั้นการชำระเงินโดยการเปิดบัญชีก็ต้องสะดวก สบาย
ลงทุนทองคำแท่งควบคู่
อีกประเด็นที่สำคัญในเรื่องของการลงทุนในทองคำนั้น นอกเหนือจากลงทุนใน Gold futures แล้ว การลงทุนในทองคำแท่ง ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงเวลาที่ตลาดซื้อขาย "Gold Futures" ในประเทศไทยปิดลงนั้น ตลาดล่วงหน้าในต่างประเทศยังคงเปิดอยู่ นั่นหมายความว่าในช่วงเวลาที่ประเทศไทยหยุดทำการซื้อขายนั้นราคาทองคำอาจมี การเปลี่ยนแปลงไปได้ จนถึงช่วงเวลาที่ที่ตลาดบ้านเราเปิดอีกครั้ง
“การซื้อขายทองคำ หรือการลงทุนในทองคำ ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องซื้อขาย Gold Futures อย่างเดียว ต้องดูว่านักลงทุนแต่ละรายเหมาะกับการลงทุนแบบไหน อย่างที่ทุกคนทราบว่า การลงทุน Gold Futures มีความเสี่ยง เนื่องจากเราใช้การคำนาณ คือ ใช้เงิน 1 ใน 10 เพื่อเข้าไปลงทุน ฉะนั้น ก็จะมีนักลงทุนบางรายที่สนใจจะลงทุนในทองคำแท่งมากกว่าที่จะเข้าไปซื้อขาย ผ่าน Gold Futures แต่ทางเราเน้นว่าการซื้อขายที่ครบวงจรจริง ๆ ในการลงทุนทองคำ ไม่ใช่การซื้อขายแค่ Gold Futures จะต้องมีการซื้อขาย Gold spot หรือการซื้อขายทองคำแท่งไปพร้อมๆกัน” น.พ. กฤชรัตน์ ระบุ
โดยกลยุทธ์ที่บริษัทได้พัฒนาในเรื่องนี้ นั่นก็คือ ระบบ Gold phone คือการซื้อขายทองคำแท่งผ่านทางโทรศัพท์ ก็คือ ล็อคไว้ แล้วก็ชำระเงินภายใน T+2
รวมถึง การซื้อขายทองคำแท่งผ่านระบบ online electric หรือ Gold online ซึ่งบริษัทเป็นรายแรก และรายเดียวที่มีระบบการซื้อขายทองคำแท่งผ่านระบบนี้
เป็น เรื่องของวิวัฒนาการในเรื่องของการลงทุนในทองคำที่ก้าวกระโดดไปรวดเร็วเหลือ เกิน ทำให้ผู้ค้าทองทั้งหลายต้องปรับตัวตามกันไปเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่ เปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรก็ตามในด้านของนักลงทุนนั้นคงสนใจกันอย่างแน่นอนเพราะผลกำไรจาก การลงทุนทองคำนั้นยังคงหอมหวนมากมายทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่นักลงทุนทั้งต้องตระหนักก็คือการลงทุนมีความเสี่ยงนะ ครับ
เป็นคำเปิดเผยจาก น.พ. กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกลุ่มบริษัท แม่ทองสุก เอ็มทีเอส โกลด์ ซึ่งเป็นบริษัท/ที่ดำเนินธุรกิจด้ารทองคำรายใหญ่ของประเทศไทย โดย น.พ. กฤชรัตน์ ได้เล่าถึงภาวะของทองคำในสถานการณ์ปัจจุบันไว้อย่างน่าสนใจ เพื่อเป็นข้อมูลให้แก่บรรดานักลงทุนทั้งหลายได้ทราบกันดังนี้
พัฒนาการของทองคำในบ้านเรานั้นมีพัฒนาการมาคร่าว ๆ 3-4 step คือ
ยุคแรก (ทองตู้แดง)
คือการค้าทองคำในระบบดั้งเดิม เป็นการค้าที่เรียกว่า ทองยุคตู้แดง ซึ่งในปัจจุบันมีร้านค้าทองตู้แดงทั่วประเทศไทยกว่า 7,000 แห่ง โดยจะเห็นได้ว่าในจังหวัดเล็ก ๆ มีร้านค้าทองไม่ต่ำกว่า 30 แห่ง ส่วนในจังหวัดใหญ่ ๆ บางจังหวัด มีร้านค้าทองเกือบ 200 แห่งทั้งจังหวัด ฉะนั้น หมายความว่าเรื่องของการค้าขายทองคำสำหรับคนไทยนั้น เป็นเรื่องที่สัมผัสกันได้อย่างใกล้ชิดมาเป็นร้อยปี คนไทยคุ้นกับการมอบทองคำตั้งแต่ แม่สู่ลูก เป็นสินสอดทองหมั้น ซึ่งการซื้อขายทองคำในยุคเก่าเป็นการเดินไปที่ร้านค้าทองไปซื้อเป็นทอง รูปพรรณ กล่าวคือในยุคเก่า ๆ ผู้คนจะซื้อทองไว้สวมใส่กัน
เมื่อพัฒนาเรื่อย ๆ ในระยะหลังจะเห็นว่าราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นตลอดเวลานับตั้งแต่ในปี 2540 ซึ่งเป็นยุคฟองสบู่แตก เราคงจำกันได้ในช่วงนั้นราคาทองคำอยู่ที่ประมาณบาทละ 4,000 บาท แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ ราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 7,500 บาทและปัจจุบันอยู่ที่ประมาณบาทละ 15,700 บาท แต่ละจุดที่ผมพูดก็คือเอา 2 คูณ แต่ถ้านับกันตั้งแต่ประมาณต้น ๆ ตั้งแต่ปี 2510 ต้องบอกว่าทองคำอยู่ที่ 400-700 บาท พวกเราคงคุ้นกันดีในยุค คุณพ่อ คุณแม่เรา ทองคำบาทละ 400 แล้วก็ยืนอยู่อย่างนี้นานมาก จนยุคใหม่ ราคาทองคำกระโดดขึ้นมาตลอดในระยะเวลา 10 ปี
ยุคที่สอง (FIF การลงทุนซื้อทองคำผ่านการลงทุนในต่างประเทศ)
เมื่อทองคำมีวิวัฒนาการในการซื้อขายมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเมื่อถึงช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี บรรดาธนาคารหรือบรรดาเงินทุนหลักทรัพย์ก็เริ่มแสวงหาการลงทุนในทองคำกัน แต่เนื่องจากในเรื่องของกฎระเบียบของบ้านเราและกฎระเบียบของการอนุรักษ์ ทองคำให้เป็นเฉพาะร้านค้าทองเท่านั้น ไม่ให้ธนาคารทำการขายทองคำ ดังนั้น บรรดาสถาบันการเงินดังกล่าว จึงเลี่ยงไปลงทุนในทองคำในลักษณะ FIF โดยเป็นการลงทุนซื้อทองคำผ่านการลงทุนในต่างประเทศ คือ SPDR Gold Trust (ซึ่งเป็น "เฮดจ์ฟันด์" รายใหญ่ที่ถือครองทองคำอยู่เป็นจำนวนมาก) ถือว่าเป็นการลงทุนทางอ้อมสำหรับนักลงทุนที่ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ว่าจะซื้อหรือขายทองยังไง
ยุคที่สาม (การลงทุนในทองคำแท่ง)
พอมาถึงในช่วงยุคที่ 3 บรรดานักลงทุนที่มีความเข้าใจการซื้อขายทองมากขึ้น ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาในบ้านเรา ก็มีพัฒนาเป็นการซื้อขายทองคำแท่ง จะเห็นได้ว่าการซื้อขายทองคำแท่งในนช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ เรียกว่าหวือหวามากและมีการสนใจจากประชาชนไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก
ทั้งนี้ น.พ. กฤชรัตน์ บอกว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ การซื้อทองคำนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยคนที่มาซื้อทองคำนั้นส่วนใหญ่ จะมาซื้อทองคำแท่งกันมากกว่าซื้อทองรูปพรรณ นั่นหมายความว่า การซื้อของคำของประชาชนนั้นเปลี่ยนไป เป็นการซื้อทงคำเพื่อการลงทุนหรือเพื่อการเก็งกำไรนั่นเอง เป็นเพราะทองคำนั้นเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าในตัวของมันเอง และค่อนข้างจะมีความมั่นคง จึงเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะจะถือครองไว้ในยามที่เกิดปัญหาความไม่มั่นคงทาง เศรษฐกิจหรือการลงทุน
โดยจะเห็นได้ว่าปัจจัยหลักๆที่ส่งผลให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นนั้น มากจากปัจจัยหลักๆ ได้แก่
1. ปัญหาในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ประสบปัญหา ซึ่งหากเศรษฐกิจตกตํ่า คนจะเริ่มมองหาการลงทุนในทองคำกัน ราคาทองคำจึงสูงขึ้น
2. ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เริ่มอ่อนค่าลงจากปัญหาเศรษฐกิจ จะส่งผลให้ราคาทองคำสูงขึ้นเช่นกัน
3. ภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น
4. ปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศ เช่น การเกิดสงคราม เป็นต้น
สรุปแล้ว ปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นนั้นจะต้องเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อทั้งโลก ราคาทองคำถึงจะเพิ่มขึ้น
จากที่ น.พ. กฤชรัตน์ เล่ามานั้น จะเห็นได้ว่า ณ ช่วงเวลาจากนี้ไป สถานการณ์ของทองคำนั้น จะเปลี่ยนไปสู่ในเรื่องของการลงทุนมากขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของวิวัฒนาการของทองคำใน ยุคที่สี่ นั้นคือ การลงทุนใน Gold Futures เป็นการพัฒนาสู่การซื้อขายทองคำเป็นลักษณะสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่เราเรียกกันว่า Gold Futures ซึ่งเกิดขึ้นในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกแล้ว
แต่ อย่างไรก็ตามเรื่องวิวัฒนาการนั้นไม่ได้สร้างผลดีเสมอไปทั้งหมด แม้ว่าการซื้อขายทองคำเพื่อการเก็งกำไรนั้นจะคึกกันอย่างมากมายในช่วงระยะ ที่ผ่านมา แต่จากที่ทราบกันว่าตลาดทองคำในบ้านเรานั้นเป็นร้านค้าทองคำที่มานานกันมาก และมี้รานค่าทองจำนวนมากทั่วประเทศซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือน กับต่างประเทศ นั่นหมายความว่า เมื่อการลงทุนในทองคำก้าวเข้าสู่การลงทุนในแบบที่ไม่ได้มีการซื้อขายทองคำ จากร้านค้าทองเหมือนในที่ผ่านมา แน่นอนว่าร้านค้าทองจะประสบปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
" เมื่อถึงจุดหนึ่งที่จะต้องพัฒนาร้านค้าทองตู้แดงที่ยังไม่สามารถพัฒนาหรือ ยังไม่ก้าวสู่ยุคใหม่ เรามองว่าในโลกยุคปัจจุบัน บรรดา ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ต้องเริ่มพัฒนาตัวเอง ไม่อย่างนั้นแล้ว ภายใน 5 ปีจะโดนนักค้าข้ามชาติกลืนกินหมด"
ดังนั้นสิ่งที่ บริษัท แม่ทองสุก เอ็มทีเอส โกลด์ ได้ดำเนินการ นั่นคือการพัฒนาร้านค้าทองคำในต่างจังหวัดทั่วประเทศให้สามารถพัฒนาได้ทัน กับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดยมีการตั้ง Selling Agent ในต่างจังหวัดทั่วประเทศประจำจังหวัดละ 1 ราย เพื่อดำเนินการในเรื่องของการลงทุนใน Gold Futures พร้อมทั้งพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อการซื้อขาย ซึ่งนอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีให้เป็นมาตรฐานของตลาดหลักทรัพย์แล้ว ยังมีการพัฒนาในเรื่องระบบการซื้อขายและการชำระเงินด้วย เพราะลูกค้าที่อยู่ในต่างจังหวัดนั้นการชำระเงินโดยการเปิดบัญชีก็ต้องสะดวก สบาย
ลงทุนทองคำแท่งควบคู่
อีกประเด็นที่สำคัญในเรื่องของการลงทุนในทองคำนั้น นอกเหนือจากลงทุนใน Gold futures แล้ว การลงทุนในทองคำแท่ง ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงเวลาที่ตลาดซื้อขาย "Gold Futures" ในประเทศไทยปิดลงนั้น ตลาดล่วงหน้าในต่างประเทศยังคงเปิดอยู่ นั่นหมายความว่าในช่วงเวลาที่ประเทศไทยหยุดทำการซื้อขายนั้นราคาทองคำอาจมี การเปลี่ยนแปลงไปได้ จนถึงช่วงเวลาที่ที่ตลาดบ้านเราเปิดอีกครั้ง
“การซื้อขายทองคำ หรือการลงทุนในทองคำ ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องซื้อขาย Gold Futures อย่างเดียว ต้องดูว่านักลงทุนแต่ละรายเหมาะกับการลงทุนแบบไหน อย่างที่ทุกคนทราบว่า การลงทุน Gold Futures มีความเสี่ยง เนื่องจากเราใช้การคำนาณ คือ ใช้เงิน 1 ใน 10 เพื่อเข้าไปลงทุน ฉะนั้น ก็จะมีนักลงทุนบางรายที่สนใจจะลงทุนในทองคำแท่งมากกว่าที่จะเข้าไปซื้อขาย ผ่าน Gold Futures แต่ทางเราเน้นว่าการซื้อขายที่ครบวงจรจริง ๆ ในการลงทุนทองคำ ไม่ใช่การซื้อขายแค่ Gold Futures จะต้องมีการซื้อขาย Gold spot หรือการซื้อขายทองคำแท่งไปพร้อมๆกัน” น.พ. กฤชรัตน์ ระบุ
โดยกลยุทธ์ที่บริษัทได้พัฒนาในเรื่องนี้ นั่นก็คือ ระบบ Gold phone คือการซื้อขายทองคำแท่งผ่านทางโทรศัพท์ ก็คือ ล็อคไว้ แล้วก็ชำระเงินภายใน T+2
รวมถึง การซื้อขายทองคำแท่งผ่านระบบ online electric หรือ Gold online ซึ่งบริษัทเป็นรายแรก และรายเดียวที่มีระบบการซื้อขายทองคำแท่งผ่านระบบนี้
เป็น เรื่องของวิวัฒนาการในเรื่องของการลงทุนในทองคำที่ก้าวกระโดดไปรวดเร็วเหลือ เกิน ทำให้ผู้ค้าทองทั้งหลายต้องปรับตัวตามกันไปเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่ เปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรก็ตามในด้านของนักลงทุนนั้นคงสนใจกันอย่างแน่นอนเพราะผลกำไรจาก การลงทุนทองคำนั้นยังคงหอมหวนมากมายทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่นักลงทุนทั้งต้องตระหนักก็คือการลงทุนมีความเสี่ยงนะ ครับ
Post a Comment