หุ้นไทยในสายตา โมเบียส-เราให้น้ำหนักลงทุนเป็นอันดับ1


หากพูดถึงกูรูด้านการลงทุนระดับโลก เชื่อว่าชื่อของ "มาร์ค โมเบียส" ต้องเป็นบุคคลอันดับต้นๆ ที่หลายคนรู้จักแน่นอน และหากเอ๋ยชื่อนี้ขึ้นมา ก็เชื่อว่าทุกคนจะนึกถึงวลีเด็ดที่ว่า "The Best Time to Invest is when there's Blood Running in the Streets" ด้วยเช่นกัน

ปัจจุบัน มาร์ค โมเบียส เจ้าของกองทุนเทมเพิลตัน แอสเซท แมเนจเม้นท์ ถือว่าเป็นกูรูด้านการลงทุนที่ได้รับการยอมรับจาดมั่วโลกคนหนึ่ง โดยเขาได้รับฉายาว่า "ราชากองทุนตลาดเกิดใหม่"

สำหรับ ประเทศไทยเอง ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ มาร์ค โมเบียส สนใจเช่นกัน โดยเขาลงทุนในไทยมาแล้วนานกว่า 20 ปี...ซึ่งช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ต้องบอกว่า เขาเองผ่านประสบการณ์และเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของไทยมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ด้านการเมือง หรือวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา วึ่งล้วนแล้วเป็นปัจจัยสำคัญต่อบรรยากาศการลงทุนทั้งนั้น

มา ถึงวันนี้...วิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจกลับมากดดันบรรยากาศการลงทุนอีก ครั้ง ซึ่งคราวนี้ ถาโถมเข้ามาพร้อมกันจนกดดันการลงทุนมากกว่าประเทศอื่นๆ เป็น 2 เท่า ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ มาร์ค โมเบียส ในฐานะกูรูชื่อดัง และมีประสบการณ์การลงทุนในประเทศไทยมายาวนาน จะมีมุมมองอย่างไรบ้าง วันนี้ "ASTVผู้จัดการกองทุนรวม" เก็บตกบรรยากาศจากงาน เสวนา "เศรษฐกิจไทย ฟื้นได้จริงหรือ?" ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา มาให้ฟังกันอีกรอบ

" ปัจจุบันการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เป็นอะไรที่น่าสนใจ ซึ่งราคาหุ้นเองสมเหตุสมผล และมีศักภาพในการทำกำไร ซึ่งปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นเอง ผมไม่คิดว่าเป็นปัญหา เพราะผมอยู่ในตลาดหุ้นไทยมากว่า 20 ปีแล้ว และเห็นการเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคหลายสมัย" คำกล่าวของโมเบียส

"โมเบียส" กล่าวว่า เศรษฐกิจ ไทยไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นทั่วโลกมากนัก เนื่องจากภาครัฐและภาคการเงินมีการเตรียมตัวรับมือกับเศรษฐกิจค่อนข้างดี โดยเฉพาะธนาคารที่มีการตั้งสำรองไว้รองรับ รัฐบาลเองก็มีทุนสำรองระหว่างประเทศที่ค่อนข้างสูง หลังจากได้รับบทเรียนด้านเศรษฐกิจจากวิกฤติต้มยำกุ้งในช่วงปี 2540 ที่ผ่านมา ซึ่งวิกฤตในครั้งนี้ เขาเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวภายในต้นปี 2553 รวมถึงเศรษฐกิจโลกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ผลกระทบจะไม่มาก แต่ความกังวลสำหรับเศรษฐกิจไทยนั้น เขาให้น้ำหนักกับ 2 ปัจจัย...ปัจจัยแรก การลงทุนในประเทศ โดย เขาต้องการเห็นการลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานทั่วประเทศ ไม่เฉพาะในกรุงเทพฯ เท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชน

และปัจจัยที่สอง การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่ง เรื่องนี้ รัฐบาลควรเร่งผลักดันให้เกิดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยเร็ว เพื่อนำมาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อให้เอื้อกับภาคการลงทุนโดยรวม

และในฐานะที่ได้รับฉายาว่า "ราชากองทุนตลาดเกิดใหม่" เขามีมุมมองว่า จีนเป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุดตอนนี้ ซึ่งในอนาคตเอง เชื่อว่าไทยก็จะได้รับอานิสงส์ จากการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนเช่นกัน ทำให้เชื่อว่าจะทำให้เกื้อหนุนศักยภาพในการส่งออกสินค้าไทยไปจีนได้ดียิ่ง ขึ้น

ขณะเดียวกัน เขามองว่า ตลาดหุ้นของประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ว่า ปรับขึ้นแล้ว 36% ทำให้เชื่อได้ว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก ซึ่งในไทยเอง หลังจากปรับขึ้นมากว่า 20% จากจุดต่ำสุด ส่วนตัวก็เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสสร้างผลตอบแทนมากขึ้นได้อีก

สำหรับ กองทุน Asia Fund ปัจจุบัน มีเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทยอยู่ประมาณ 2% ของพอร์ตหรือประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ ของเม็ดเงินลงทุนรวมในตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่มีอยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์

โดย กองทุนของเขาในเอเชียให้น้ำหนักลงทุนในไทยมากที่สุด และหากมีเม็ดเงินไหลเข้ามาในกองทุนมากขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ที่เขาจะเพิ่มสัดส่วนลงทุนในตลาดหุ้นไทย

"เหตุผลที่เราชอบไทย เพราะตลาดไทยยังไม่ขึ้นเท่ากับในต่างประเทศ และก็ไม่ได้ตกต่ำไปมากเท่ากับประเทศอื่นด้วย ขณะเดียวกัน ยังเป็นตลาดที่มีเสถียรภาพมากกว่า ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราชอบหลายๆ บริษัท ซึ่งการเมืองที่เกิดขึ้น นักลงทุนหลายคนอาจจะกลัว แต่เรามองว่าเป็นการให้โอกาสกับเรา"


เขา มองว่า ปัญหาการเมืองในประเทศไทย ไม่ได้ให้ความน้ำหนักมากเท่าไหร่ โดยเขาเป็นบอกว่า ส่วนตัวแล้ว เชื่อว่าประเทศไทยยังมีความน่าสนใจในการลงทุนอยู่ และการเมืองก็ไม่ได้เป็นปัญหาต่อการลงทุนของเขาเอง เพราะเขามีประสบการณ์การลงทุนในประเทศไทยมานาน และเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาโดยตลอด

" ปัญหาการเมืองตอนนี้ มองว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทำได้ดีแล้ว มีการเปิดใจรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องดี และก็หวังว่าจะสามารถเจรจากันได้ เพราะโดยธรรมชาติของคนไทยเอง พร้อมที่จะพูดคุยกันอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งนี้ คือสิ่งที่น่าชื่นชนว่าคนไทยดีอยู่แล้ว"

"โมเบียส"กล่าวว่า ภาพเหตุการณ์ความรุนแรงที่สื่อต่างๆ ทั่วโลกเผยแพร่ออกมา เป็นช่วงที่เราเข้าไปมองหาโอกาส เพราะมัน ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเกิดสิ่งไม่ดีขึ้น และจะไม่มีสิ่งดีเกิดขึ้นด้วย และถ้าเราเห็นเรื่องดีแล้ว ก็ก็ใช้ประโยชน์จากโอกาสนั้น
... สำหรับตลาดหุ้นไทย เรามองว่าหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ น่าสนใจ ซึ่งในพอร์ตการลงทุนของเราเอง กลุ่มธนาคารพาณิชย์ก็อยู่ในอันดับต้นๆ ด้วย โดยปัจจัยที่สนับสนุนการลงทุนของเรา คือ ธนาคารส่วนใหญ่ยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะงบดุล ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถาบันการเงินไทย ได้รับบทเรียนราคาแพงจากวิกฤตที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1997 มาแล้ว ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ เช่น ยุโรปตะวันออก ที่ประมาทจนต้องเผชิญกับวิกฤตการเงินในปัจจุบัน

ส่วนหุ้นที่ไม่น่าลงทุนนั้น เขาบอกว่า คำถามนี้ เป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะตอนนี้ทุกอย่างถูกจนน่าลงทุนหมด แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนของเขาเองจะให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีสภาพคล่องเป็นหลัก ดังนั้น ข้อจำกัดที่เราอาจจะไม่ลงทุนในบางธุรกิจ คือ หุ้นที่สภาพคล่องน้อย แม้เราจะชอบธุรกิจนั้น แต่หากสภาพคล่องต่ำ ไม่ค่อยมีการซื้อขาย เราก็จะไม่ลงทุน เช่น หุ้นกลุ่มสื่อสารมวลชน ที่เรามองว่าน่าสนใจ แต่สภาพคล่องค่อนข้างน้อย

"โมเบียส" เล่าให้ฟังคร่าวๆ ถึงขั้นตอนการลงทุนของเขาว่า เขาจะเริ่มต้นด้วยการสกรีนหุ้นด้วยคอมพิเตอร์ แล้วคัดเลือกหุ้นที่มีสภาพคล่องดีเป็นหลัก หลังจากนั้น ก็จะดูรายละเอียดลงไปถึงงบการเงิน ที่ได้รับการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชี ขั้นตอนต่อจากนั้น ก็เข้าไปเยี่ยมชมบริษัท พูดคุยกับผู้บริหาร ซึ่งการที่เราได้พูดคุยตัวต่อตัวกับผู้บริหาร เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะหลายๆ ครั้ง การมองจากภายนอก เราจะไม่พบสิ่งปิดปกติเสมอไป

ขั้นตอนสุดท้าย ในกระบวนการลงทุน จะพิจารณามูลค่ายุติธรรมของหุ้นตัวนั้นว่าเป็นอย่างไร แล้วจึงสร้างพอร์ตขึ้นมา

เขา ย้ำว่า การลงทุนที่ดี คือการกระจายความเสี่ยง ดังนั้น จึงไม่ควรเอาเงินไปลงทุนกัวหุ้นตัวเดียว หรือเอาเงินไปฝากใครไว้เป็นก้อนเดียว แต่ควรจะกระจายการลงทุนในหุ้น 5-10 ตัว เพราะอาจจะมีบางอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคาดการณ์ไว้ อย่างที่มีคำกล่าวเอาไว้ว่า "การ กระจายความเสี่ยงถือเป็นอาหารกลางวันที่ไม่ต้องจ่ายที่ดีที่สุด" หรือ "อย่าเอาไข่ไปลงทุนในตะกร้าใบเดียวทั้งหมด ถ้าคุณไม่ได้นั่งมองดูตะกร้าใบนั้นทั้งวัน"
0 Responses

Post a Comment