ในขณะที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนติดลบกัน ทั่วถ้วนหน้า มีเพียง "ทองคำ" และดัชนีพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก เท่านั้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกในรอบปี 2551
ก้าวเข้าสู่ปีฉลูได้เพียงไม่นาน ราคาทองคำก็กลับมาวิ่งทะยานสวนกระแสเศรษฐกิจโลกซบอีกครั้ง โดยราคาทองคำแท่งในประเทศได้ขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาลทะลุ 16,000 บาทไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเซียนในวงการทองมองกันไปที่ระดับ 17,000 บาทแล้วในปีนี้
ในขณะที่ทองคำโลกก็กำลังรอทดสอบจุด สูงสุดตลอดกาล ที่ทำไว้ในปี 2551 ที่ 1,032 ดอลลาร์ต่อออนซ์ กันอีกครั้งในปีนี้ ซึ่งคงต้องตามลุ้นกันต่อไป
@ ราคาทองทะยานจากดีมานด์การลงทุนที่เพิ่มขึ้น
ปกติราคาทองคำจะเคลื่อนไหวผกผันกับค่าเงินดอลลาร์คือเมื่อใดที่ค่าเงิน ดอลลาร์อ่อนค่า ราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้น และเมื่อใดที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ราคาทองคำก็จะปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม “ดร.ศุภกร สุนทรกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี บอกว่า ในช่วงประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินดอลลาร์และราคาทองคำเริ่มเปลี่ยน ไป
โดยค่าเงินดอลลาร์แม้จะมีทิศทางที่ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ทั่วโลก แต่ราคาทองคำก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน เหตุผลหนึ่งเพราะดอกเบี้ยของสหรัฐต่ำผิดปกติ โดยดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) อยู่ที่ 0.25% การจะไปถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพื่อรับดอกเบี้ยผลตอบแทนจึงไม่ดึงดูดนัก ลงทุน
“แต่ถ้าจะไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ของกลุ่มยุโรป อังกฤษ หรือญี่ปุ่นเองอัตราดอกเบี้ยก็ต่ำเช่นเดียวกัน คนจึงหันมาลงทุนในทองคำมากขึ้นเมื่อนักลงทุนไม่มีทางเลือกในการลงทุนมากนัก ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ดีเช่นนี้”
การเคลื่อนไหวของราคาทองคำตั้งแต่ช่วงต้นปี 2552 ที่ผ่านมา จะถูกผลักดันจากดีมานด์ในฝั่งการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนเป็นหลัก ในขณะที่ซัพพลายของทองคำเองไม่ได้เพิ่มขึ้น จึงทำให้ราคาปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมาก ซึ่งจะทำให้ราคาทองคำมีความผันผวนมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน และในระยะยาวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วโลกที่อัดฉีดเม็ดเงิน เข้าไปในระบบจำนวนมหาศาลเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศตัวเอง อาจจะทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อติดตามมาได้ในอนาคตซึ่งนั่นจะส่งผลให้ราคาทองคำ ปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องในระยะยาว
“จากการคาดการณ์ราคาทองคำของสถาบัน ต่างๆ ทั่วโลกแม้ในเรื่องของตัวเลขของแต่ละที่จะแตกต่างกันไปบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือทิศทางของการมองราคาทองคำที่เหมือนกันคือราคา ทองคำในไตรมาสที่ 2/2552 มีแนวโน้มที่สูงกว่าไตรมาสที่ 1/2552 โดยในช่วงสั้นราคาทองคำจะมีความผันผวนค่อนข้างสูงและมีโอกาสที่จะถูกขายทำ กำไรออกมาได้ในระยะสั้นเช่นเดียวกัน หลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว”
@ ทองคำปี 52 มีโอกาสทำจุดสูงสุดตลอดกาล
“น.พ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ” ประธานกรรมการ ห้างทองแม่ทองสุก เยาวราช ในฐานะรองเลขาธิการสมาคมค้าทองคำ บอกว่า ล่าสุดจากมุมมองนักวิเคราะห์ทั่วโลก 31 คน มี 26 คนแนะนำให้ซื้อทองคำ มี 4 คนแนะนำให้ขาย และมีเพียง 1 คนที่เฉยๆ
ในขณะที่ Morgan Stanley ได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับราคาทองคำโดยมองว่าราคาทองคำจะขึ้นต่อเนื่องใน 3-5 ปีข้างหน้า โดยในปี 2552 มองราคาทองคำเฉลี่ยไว้ที่ 900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และจะเพิ่มขึ้นทุกปีๆ ละ 50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นมุมมองราคาทองที่ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคในการประเมิน
ทั้งนี้จุดต่ำสุดของราคาทองคำในปี 2552 ไม่น่าจะหลุดต่ำกว่า 850-800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะจุดต่ำสุดของปี 2551 อยู่ที่ระดับ 750 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในขณะที่จุดสูงสุดของราคาทองคำในปี 2552 น่าจะมีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดของปี 2551 ในเดือนมี.ค.ที่ระดับ 1,032 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นจุดสูงสุดตลอดกาลของราคาทองคำโลกในปัจจุบันอยู่ ซึ่งถือเป็นแนวต้านทางเทคนิคของราคาทองคำที่มีโอกาสที่ราคาจะขึ้นไปทดสอบแนว ต้านนี้ในปี 2552 นี้ ซึ่งหากทะลุขึ้นไปได้ราคาทองคำจะขึ้นมาทำ “ จุดสูงสุดตลอดกาล (All Time High)” ใหม่อีกครั้งในปีนี้
“อย่างไรก็ตาม ในปี 2552 นี้เราจะเห็นราคาทองคำเคลื่อนไหวผันผวนรุนแรงมากกว่าในปี 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะเป็นตลาดที่เหมาะกับการเล่นรอบหากนักลงทุนมีความรู้ความเข้าใจและ สามารถอ่านจังหวะตลาดได้ขาด แต่สำหรับการลงทุนระยะยาวแล้วราคาทองคำยังเป็นขาขึ้นอยู่แน่นอน ตราบใดที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ดีและยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวอย่างน้อย 2-3 ปี ดังนั้นราคาทองคำในช่วง 1 ปีข้างหน้ายังอยู่ในทิศทางขาขึ้นแน่นอน แต่ระยะสั้นจะมีความผันผวนค่อนข้างมาก”
@ ทองคำขึ้นด้วยพื้นฐาน
“วรรธนะ วงศ์สีนิล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ฟิลลิป มองว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกแย่เช่นนี้ ทองคำถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจลงทุนมาก เพราะบุคลิกของทองคำเองมีความแตกต่างจากสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่น ทองคำก็คือทองคำ ทองคำเพื่อการลงทุนที่พูดถึงนี้คือทองคำ 99.99% เป็นสิ่งที่คนทั่วโลกรู้จักและยอมรับโดยทั่วไป ยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกไม่ดีแต่ละประเทศกลัวค่าเงินของตัวเองจะเสื่อมค่า ก็หันมาถือครองทองคำเพิ่มมากขึ้น เพราะทองคำเป็น Safe Heaven ที่มีค่าในตัวเอง
คนถือทองคำเสมือนหนึ่งเป็นสกุลเงินหนึ่งที่ไม่มีวันเสื่อมค่าสามารถนำไปแลก เปลี่ยนเป็นเงินที่ไหนก็ได้ในโลกค่าของทองคำมีแต่จะแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ หากมองว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่ดีไปอีก 2-3 ปี การลงทุนในทองคำในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ก็น่าจะได้ผลตอบแทนที่ดี
“มองว่าราคาทองคำจะค่อยๆ ทยอยปรับตัวขึ้นไปมากกว่า 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และความเสี่ยงในขาลง (Downside Risk) มีไม่มาก เราอาจจะไม่ได้เห็นราคาทองคำที่ระดับ 900 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกเลยก็ได้ การลงทุนในทองคำง่ายและมีความเป็นมาตรฐานสามารถแบ่งเป็นหน่วยย่อยได้สะดวก และคงคุณสมบัติที่เหมือนกันเอาไว้ได้ ต่างกันกับเพชรหรือทับทิมสยาม นอกจากนี้ราคาทองคำยังขยับขึ้นด้วยพื้นฐานไม่ใช่จากการปั่นราคาขึ้นมาเหมือน กับน้ำมัน ซึ่งทำให้ไม่มีความน่าสนใจลงทุน”
เช่นเดียวกับ น.พ.กฤชรัตน์ ที่มองว่า ปัจจัยต่างๆ ในปัจจุบันเป็นผลบวกต่อการปรับขึ้นของราคาทองคำทั้งสิ้นไม่ว่าจะมองในเชิง “ปัจจัยพื้นฐาน” หรือการ “วิเคราะห์ทางเทคนิค” โดยนักลงทุนที่ลงทุนในทองคำปัจจุบันจะอ้างเหตุผลความเป็น “Safe Heaven” ของทองคำมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากมองด้วยปัจจัยพื้นฐานล้วนเป็นบวกกับราคาทองคำทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยเกือบจะทุกโซนทั่วโลกมองไปข้างหน้ายังไม่มี อะไรดีเลย หรือค่าเงินดอลลาร์ที่มีความสัมพันธ์เปลี่ยนไปกับราคาทองคำเป็นครั้งแรกนับ ตั้งแต่ต้นปี 2552 เป็นต้นมา
สะท้อนให้เห็นว่า คนไม่รู้จะเอาเงินไปลงทุนไว้ที่ไหน ก็เอามาลงทุนในทองคำในฐานะที่เป็น Safe Heaven แทน อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยโลกที่ทรงตัวในระดับต่ำจะเป็นตัวผลักดันให้ราคาทองคำยิ่ง ปรับตัวสูงขึ้น นี่ยังไม่นับรวมถึงปัจจัยเรื่องความเสี่ยงของภาวะสงครามซึ่งหากเกิดขึ้นจะ ยิ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำเพิ่มขึ้นด้วย
“ ปัจจุบันทองคำได้เปลี่ยนมาแสดงบทบาทในอีกมิติหนึ่งในฐานะที่เป็นสกุลเงิน หนึ่งของโลกคือ Gold Currency ในปี 2549 ทองคำให้ผลตอบแทน 15% ในปี 2550 ให้ผลตอบแทน 20% ในปี 2551 ให้ผลตอบแทน 3.5% โดยในระหว่างปีมีการเคลื่อนไหวขึ้นลงผันผวน 30-40% ซึ่งในปี 2552 นี้คาดว่าราคาทองคำจะมีความผันผวนมากกว่าปีที่ผ่านมา แต่เมื่อมองทองคำในด้านการลงทุนก็ยังมีปัจจัยที่มารองรับอยู่ เพราะหันไปทางไหนก็ไม่มีช่องทางการลงทุนไหนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีและมั่นคงได้ เลย ซึ่งคุณสมบัติที่สำคัญอีกอย่างของทองคำคือมี 2 ขา แม้เศรษฐกิจโลกจะทำให้ดีมานด์ในฝั่งเครื่องประดับลดลงก็ตาม แต่ดีมานด์ในเรื่องการลงทุนกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 100% แล้ว ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ”
@ เศรษฐกิจโลกฟื้นอาจทำราคาทองคำนิ่งได้
“บุญเลิศ สิริภัทรวณิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจ.ออสสิริส อธิบายว่า ราคาทองคำเริ่มปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา แต่ก่อนหน้านั้นจะเป็นช่วงที่ราคาทองคำนิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหวไปไหน เช่นเดียวกันหากในอนาคตเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอีกครั้งราคาทองคำอาจจะกลับมา นิ่งๆ อีกครั้งได้เช่นเดียวกัน แต่จากปัจจุบันที่มองกว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวก็จะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปี
แนวโน้มของราคาทองคำก็ยังคงเป็นขา ขึ้นอยู่ ปัจจุบันมุมมองของนักลงทุนทั่วโลกมองราคาทองคำเฉลี่ยอยู่ที่ 880 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยคนที่มองดีสุดมองราคาทองคำอยู่ที่ 1,073 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมองต่ำสุดที่ 720 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้หากมองจากต้นทุนการผลิตทองคำเฉลี่ยในอดีตอยู่ที่ 620-680 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ลดลงมาเหลือ 600-630 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงมามาก ตรงนี้น่าจะเป็นจุดรับพื้นฐานของราคาทองคำได้
“ดังนั้น จากราคาทองคำในปัจจุบันเมื่อเทียบกับมุมมองต่อราคาทองคำที่มีอยู่ในแต่ละจุด ก็ถือเป็นความเสี่ยงของนักลงทุนเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2552 นี้ราคาทองคำน่าจะมีการเคลื่อนไหวผันผวนมาก แต่ในระยะยาวทองคำยังเป็นขาขึ้นอยู่” บุญเลิศ กล่าว
ที่มา : สรวิศ อิ่มบำรุง
ก้าวเข้าสู่ปีฉลูได้เพียงไม่นาน ราคาทองคำก็กลับมาวิ่งทะยานสวนกระแสเศรษฐกิจโลกซบอีกครั้ง โดยราคาทองคำแท่งในประเทศได้ขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาลทะลุ 16,000 บาทไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเซียนในวงการทองมองกันไปที่ระดับ 17,000 บาทแล้วในปีนี้
ในขณะที่ทองคำโลกก็กำลังรอทดสอบจุด สูงสุดตลอดกาล ที่ทำไว้ในปี 2551 ที่ 1,032 ดอลลาร์ต่อออนซ์ กันอีกครั้งในปีนี้ ซึ่งคงต้องตามลุ้นกันต่อไป
@ ราคาทองทะยานจากดีมานด์การลงทุนที่เพิ่มขึ้น
ปกติราคาทองคำจะเคลื่อนไหวผกผันกับค่าเงินดอลลาร์คือเมื่อใดที่ค่าเงิน ดอลลาร์อ่อนค่า ราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้น และเมื่อใดที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ราคาทองคำก็จะปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม “ดร.ศุภกร สุนทรกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี บอกว่า ในช่วงประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินดอลลาร์และราคาทองคำเริ่มเปลี่ยน ไป
โดยค่าเงินดอลลาร์แม้จะมีทิศทางที่ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ทั่วโลก แต่ราคาทองคำก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน เหตุผลหนึ่งเพราะดอกเบี้ยของสหรัฐต่ำผิดปกติ โดยดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) อยู่ที่ 0.25% การจะไปถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพื่อรับดอกเบี้ยผลตอบแทนจึงไม่ดึงดูดนัก ลงทุน
“แต่ถ้าจะไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ของกลุ่มยุโรป อังกฤษ หรือญี่ปุ่นเองอัตราดอกเบี้ยก็ต่ำเช่นเดียวกัน คนจึงหันมาลงทุนในทองคำมากขึ้นเมื่อนักลงทุนไม่มีทางเลือกในการลงทุนมากนัก ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ดีเช่นนี้”
การเคลื่อนไหวของราคาทองคำตั้งแต่ช่วงต้นปี 2552 ที่ผ่านมา จะถูกผลักดันจากดีมานด์ในฝั่งการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนเป็นหลัก ในขณะที่ซัพพลายของทองคำเองไม่ได้เพิ่มขึ้น จึงทำให้ราคาปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมาก ซึ่งจะทำให้ราคาทองคำมีความผันผวนมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน และในระยะยาวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วโลกที่อัดฉีดเม็ดเงิน เข้าไปในระบบจำนวนมหาศาลเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศตัวเอง อาจจะทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อติดตามมาได้ในอนาคตซึ่งนั่นจะส่งผลให้ราคาทองคำ ปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องในระยะยาว
“จากการคาดการณ์ราคาทองคำของสถาบัน ต่างๆ ทั่วโลกแม้ในเรื่องของตัวเลขของแต่ละที่จะแตกต่างกันไปบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือทิศทางของการมองราคาทองคำที่เหมือนกันคือราคา ทองคำในไตรมาสที่ 2/2552 มีแนวโน้มที่สูงกว่าไตรมาสที่ 1/2552 โดยในช่วงสั้นราคาทองคำจะมีความผันผวนค่อนข้างสูงและมีโอกาสที่จะถูกขายทำ กำไรออกมาได้ในระยะสั้นเช่นเดียวกัน หลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว”
@ ทองคำปี 52 มีโอกาสทำจุดสูงสุดตลอดกาล
“น.พ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ” ประธานกรรมการ ห้างทองแม่ทองสุก เยาวราช ในฐานะรองเลขาธิการสมาคมค้าทองคำ บอกว่า ล่าสุดจากมุมมองนักวิเคราะห์ทั่วโลก 31 คน มี 26 คนแนะนำให้ซื้อทองคำ มี 4 คนแนะนำให้ขาย และมีเพียง 1 คนที่เฉยๆ
ในขณะที่ Morgan Stanley ได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับราคาทองคำโดยมองว่าราคาทองคำจะขึ้นต่อเนื่องใน 3-5 ปีข้างหน้า โดยในปี 2552 มองราคาทองคำเฉลี่ยไว้ที่ 900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และจะเพิ่มขึ้นทุกปีๆ ละ 50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นมุมมองราคาทองที่ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคในการประเมิน
ทั้งนี้จุดต่ำสุดของราคาทองคำในปี 2552 ไม่น่าจะหลุดต่ำกว่า 850-800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะจุดต่ำสุดของปี 2551 อยู่ที่ระดับ 750 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในขณะที่จุดสูงสุดของราคาทองคำในปี 2552 น่าจะมีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดของปี 2551 ในเดือนมี.ค.ที่ระดับ 1,032 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นจุดสูงสุดตลอดกาลของราคาทองคำโลกในปัจจุบันอยู่ ซึ่งถือเป็นแนวต้านทางเทคนิคของราคาทองคำที่มีโอกาสที่ราคาจะขึ้นไปทดสอบแนว ต้านนี้ในปี 2552 นี้ ซึ่งหากทะลุขึ้นไปได้ราคาทองคำจะขึ้นมาทำ “ จุดสูงสุดตลอดกาล (All Time High)” ใหม่อีกครั้งในปีนี้
“อย่างไรก็ตาม ในปี 2552 นี้เราจะเห็นราคาทองคำเคลื่อนไหวผันผวนรุนแรงมากกว่าในปี 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะเป็นตลาดที่เหมาะกับการเล่นรอบหากนักลงทุนมีความรู้ความเข้าใจและ สามารถอ่านจังหวะตลาดได้ขาด แต่สำหรับการลงทุนระยะยาวแล้วราคาทองคำยังเป็นขาขึ้นอยู่แน่นอน ตราบใดที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ดีและยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวอย่างน้อย 2-3 ปี ดังนั้นราคาทองคำในช่วง 1 ปีข้างหน้ายังอยู่ในทิศทางขาขึ้นแน่นอน แต่ระยะสั้นจะมีความผันผวนค่อนข้างมาก”
@ ทองคำขึ้นด้วยพื้นฐาน
“วรรธนะ วงศ์สีนิล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ฟิลลิป มองว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกแย่เช่นนี้ ทองคำถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจลงทุนมาก เพราะบุคลิกของทองคำเองมีความแตกต่างจากสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่น ทองคำก็คือทองคำ ทองคำเพื่อการลงทุนที่พูดถึงนี้คือทองคำ 99.99% เป็นสิ่งที่คนทั่วโลกรู้จักและยอมรับโดยทั่วไป ยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกไม่ดีแต่ละประเทศกลัวค่าเงินของตัวเองจะเสื่อมค่า ก็หันมาถือครองทองคำเพิ่มมากขึ้น เพราะทองคำเป็น Safe Heaven ที่มีค่าในตัวเอง
คนถือทองคำเสมือนหนึ่งเป็นสกุลเงินหนึ่งที่ไม่มีวันเสื่อมค่าสามารถนำไปแลก เปลี่ยนเป็นเงินที่ไหนก็ได้ในโลกค่าของทองคำมีแต่จะแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ หากมองว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่ดีไปอีก 2-3 ปี การลงทุนในทองคำในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ก็น่าจะได้ผลตอบแทนที่ดี
“มองว่าราคาทองคำจะค่อยๆ ทยอยปรับตัวขึ้นไปมากกว่า 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และความเสี่ยงในขาลง (Downside Risk) มีไม่มาก เราอาจจะไม่ได้เห็นราคาทองคำที่ระดับ 900 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกเลยก็ได้ การลงทุนในทองคำง่ายและมีความเป็นมาตรฐานสามารถแบ่งเป็นหน่วยย่อยได้สะดวก และคงคุณสมบัติที่เหมือนกันเอาไว้ได้ ต่างกันกับเพชรหรือทับทิมสยาม นอกจากนี้ราคาทองคำยังขยับขึ้นด้วยพื้นฐานไม่ใช่จากการปั่นราคาขึ้นมาเหมือน กับน้ำมัน ซึ่งทำให้ไม่มีความน่าสนใจลงทุน”
เช่นเดียวกับ น.พ.กฤชรัตน์ ที่มองว่า ปัจจัยต่างๆ ในปัจจุบันเป็นผลบวกต่อการปรับขึ้นของราคาทองคำทั้งสิ้นไม่ว่าจะมองในเชิง “ปัจจัยพื้นฐาน” หรือการ “วิเคราะห์ทางเทคนิค” โดยนักลงทุนที่ลงทุนในทองคำปัจจุบันจะอ้างเหตุผลความเป็น “Safe Heaven” ของทองคำมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากมองด้วยปัจจัยพื้นฐานล้วนเป็นบวกกับราคาทองคำทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยเกือบจะทุกโซนทั่วโลกมองไปข้างหน้ายังไม่มี อะไรดีเลย หรือค่าเงินดอลลาร์ที่มีความสัมพันธ์เปลี่ยนไปกับราคาทองคำเป็นครั้งแรกนับ ตั้งแต่ต้นปี 2552 เป็นต้นมา
สะท้อนให้เห็นว่า คนไม่รู้จะเอาเงินไปลงทุนไว้ที่ไหน ก็เอามาลงทุนในทองคำในฐานะที่เป็น Safe Heaven แทน อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยโลกที่ทรงตัวในระดับต่ำจะเป็นตัวผลักดันให้ราคาทองคำยิ่ง ปรับตัวสูงขึ้น นี่ยังไม่นับรวมถึงปัจจัยเรื่องความเสี่ยงของภาวะสงครามซึ่งหากเกิดขึ้นจะ ยิ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำเพิ่มขึ้นด้วย
“ ปัจจุบันทองคำได้เปลี่ยนมาแสดงบทบาทในอีกมิติหนึ่งในฐานะที่เป็นสกุลเงิน หนึ่งของโลกคือ Gold Currency ในปี 2549 ทองคำให้ผลตอบแทน 15% ในปี 2550 ให้ผลตอบแทน 20% ในปี 2551 ให้ผลตอบแทน 3.5% โดยในระหว่างปีมีการเคลื่อนไหวขึ้นลงผันผวน 30-40% ซึ่งในปี 2552 นี้คาดว่าราคาทองคำจะมีความผันผวนมากกว่าปีที่ผ่านมา แต่เมื่อมองทองคำในด้านการลงทุนก็ยังมีปัจจัยที่มารองรับอยู่ เพราะหันไปทางไหนก็ไม่มีช่องทางการลงทุนไหนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีและมั่นคงได้ เลย ซึ่งคุณสมบัติที่สำคัญอีกอย่างของทองคำคือมี 2 ขา แม้เศรษฐกิจโลกจะทำให้ดีมานด์ในฝั่งเครื่องประดับลดลงก็ตาม แต่ดีมานด์ในเรื่องการลงทุนกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 100% แล้ว ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ”
@ เศรษฐกิจโลกฟื้นอาจทำราคาทองคำนิ่งได้
“บุญเลิศ สิริภัทรวณิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจ.ออสสิริส อธิบายว่า ราคาทองคำเริ่มปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา แต่ก่อนหน้านั้นจะเป็นช่วงที่ราคาทองคำนิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหวไปไหน เช่นเดียวกันหากในอนาคตเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอีกครั้งราคาทองคำอาจจะกลับมา นิ่งๆ อีกครั้งได้เช่นเดียวกัน แต่จากปัจจุบันที่มองกว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวก็จะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปี
แนวโน้มของราคาทองคำก็ยังคงเป็นขา ขึ้นอยู่ ปัจจุบันมุมมองของนักลงทุนทั่วโลกมองราคาทองคำเฉลี่ยอยู่ที่ 880 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยคนที่มองดีสุดมองราคาทองคำอยู่ที่ 1,073 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมองต่ำสุดที่ 720 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้หากมองจากต้นทุนการผลิตทองคำเฉลี่ยในอดีตอยู่ที่ 620-680 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ลดลงมาเหลือ 600-630 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงมามาก ตรงนี้น่าจะเป็นจุดรับพื้นฐานของราคาทองคำได้
“ดังนั้น จากราคาทองคำในปัจจุบันเมื่อเทียบกับมุมมองต่อราคาทองคำที่มีอยู่ในแต่ละจุด ก็ถือเป็นความเสี่ยงของนักลงทุนเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2552 นี้ราคาทองคำน่าจะมีการเคลื่อนไหวผันผวนมาก แต่ในระยะยาวทองคำยังเป็นขาขึ้นอยู่” บุญเลิศ กล่าว
ที่มา : สรวิศ อิ่มบำรุง
Post a Comment