ปัญหาเศรษฐกิจลุกลามไปทั่วโลก ซึ่งเมืองไทยย่อมได้รับผลด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะเมื่อภาคธุรกิจเริ่มลดกำลังการลิตและการจ้างงาน จึงนำไปสู่เม็ดเงินในกระเป๋าของผู้ที่มีภาระหนี้บางรายที่จะหดหายลงไปเมื่อ รายได้ลดลง
แต่ด้วยสถานการณ์ที่ตัวเลขการเลิกจ้างงานมีแววจะเพิ่มขึ้นในอนาคตย่อม เขย่าให้ความสามารถผ่อนชำระหนี้ถดถอยลงไปอีก ส่งผลต่อความกังวลในเรื่องสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของสถาบันการเงินต่างๆ จนต้องระมัดระวังการอนุมัติสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูงอย่างเช่นสินเชื่อ ส่วนบุคคล
ดังนั้นแนวโน้มการเติบโตของ ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลในปีนี้น่าจะเข้าสู่ภาวะลำบากที่จะขยายตัวดังเช่น ที่ในอดีต โดยมีตัวเลขที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า จำนวนบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลในเดือนมกราคม 2552 ที่ผ่านมา มีประมาณ 9,751,087 บัญชี หดตัวลง 10.2% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ที่มีจำนวนบัญชีประมาณ 10,859,449 บัญชี เช่นเดียวกับที่ยอดคงค้างสินเชื่อส่วนบุคคลทั้งระบบในเดือนมกราคม 2552 มีมูลค่าประมาณ 226,942 ล้านบาท ขยายตัว 7.3% ลดลงจากที่ขยายตัว 8.2% ในปี 2551
สำหรับเหตุหลักที่ทำให้ตัวเลขยอดคงค้างของสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นเช่นนั้น นอกจากมีการอนุมัติเงินกู้ที่ชะลอลงแล้ว ยังน่าจะมาจากสถาบันการเงินปิดบัญชีลูกค้าบางรายที่มีปัญหาชำระหนี้ และมีการตัดหนี้สูญออกจากระบบเร็วขึ้น
ทางอออกของสถาบันการเงินเพื่อ สร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เอ็นพีแอลพุ่งกระฉูดมีหลายแนวทาง ตั้งแต่ปรับกฎเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำของผู้สมัครสินเชื่อส่วนบุคคล เช่น จากที่กำหนดรายได้ขั้นต่ำไว้ 7,000 บาทต่อเดือน เป็นรายได้ขั้นต่ำ 10,000 บาทต่อเดือน หรือบางกรณีจากเดิม 10,000 บาทต่อเดือน ก็ปรับขึ้นเป็น 15,000 บาทต่อเดือน หรือ 20,000 บาทต่อเดือน เป็นต้น
ไม่เพียงเท่านั้นยังเพิ่มความระมัดระวังการอนุมัติสินเชื่อในบางอาชีพมาก ขึ้น โดยเฉพาะผู้บริโภคที่ประกอบอาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจส่งออก โรงงานอุตสาหกรรม ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจ เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น รวมถึงภาคธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจบริการที่ได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่อง เที่ยวที่ลดลง
ทางออกอีกส่วนคือการเคร่งครัดการปล่อยวงเงินสินเชื่อที่คำนวณจากภาระราย จ่ายละรายได้ของผู้กู้ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดเอ็นพีแอล ดังนั้นสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะอนุมัติวงเงินประมาณ 2-3 เท่าของรายได้ แม้แบงก์ชาติจะตั้งเพดานให้สูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ต่อเดือน
อย่างไรก็ตามการก่อภาระหนี้เป็น สิ่งที่ต้องพึงระวังและตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะความผันผวนของเศรษฐกิจทั้งไทยและเทศยังมีอยู่ ซึ่งย่อมไม่รู้ว่าผู้มีหนี้สินแต่ละคนจะได้รับผลข้างเคียงเช่นไร และอาจส่งผลให้ความสามารถในการจ่ายเงินกู้ ซึ่งเคยเป็นไปด้วยดีเกิดอาการสะดุดได้ จนนำไปสู่การเป็นผิดนัดชำระหนี้ในอนาคตได้
Post a Comment