โรคระบาดกระทบเศรษฐกิจหนัก


การ แพร่ระบาดของไข้หวัดหมูขณะนี้ลุกลามออกไปอีกหลายประเทศทั่วโลก เม็กซิโกประกาศว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 143 คนโรคระบาดดังกล่าวน่ากลัวกว่าไข้หวัดนก

เพราะ เป็นการระบาดจากคนสู่คน ไม่ใช่การระบาดจากสัตว์สู่คน ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้ การเกิดเหตุการณ์โรคระบาดนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก นักวิเคราะห์หลายสำนักจึงประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนใน ตลาดหุ้นทั่วโลก

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ กังวลว่าจะมีผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจ หากยังไม่สามารถควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว เพราะในกรณีของซาร์ส เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2545 พบว่าทำให้ธุรกิจสายการบินเอเชียปรับตัวลดลง 32% ของไทยลดลง 0.52% ในขณะที่ในเดือนที่เกิดเหตุ จำนวนผู้โดยสายเข้าประเทศไทยลดลง 4% ตลาดหุ้นไทยตก 4% ตลาดหุ้นจีนตก 9% และลดลงอีก 3% ในเดือนต่อมา

ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนต้องเลือกหุ้นกลุ่มที่ยังปลอดภัยจากเรื่องนี้ คือ อุตสาหกรรมโทรทัศน์ โรงพยาบาล โทรศัพท์มือถือ และค้าปลีกที่ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า ขณะเดียวกันต้องหลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มสายการบิน ท่าอากาศยาน สถานที่สาธารณะ เช่น โรงภาพยนตร์ โรงแรมภัตตาคาร (ยกเว้นการส่งถึงที่) ห้างสรรพสินค้าที่เปิดรับนักท่องเที่ยว แนะนำซื้อหุ้นที่มีลักษณะ Defensive มากกว่าหุ้น Cyclical

“หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์จะได้รับผลลบจากโรคระบาดด้วย และราคาปรับตัวขึ้นมาเกินพื้นฐานการทำกำไรในปีนี้แล้ว หุ้นที่เลือกสำหรับการลงทุนในช่วง 1 เดือน ได้แก่ บริษัท ปตท. (PTT), บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR), บริษัท ช.การช่าง (CK), บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัค ชั่น (STEC) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC)

สำหรับหุ้นบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) คาดว่าอาจกระทบ Sentiment ช่วงสั้น แต่ตามปัจจัยพื้นฐานอาจส่งผลบวกมากกว่า เพราะมีสัดส่วนการขายหมูในประเทศคิดเป็น 12% ของยอดขายรวม น้อยกว่าการขายไก่และกุ้งในประเทศที่คิดเป็นประมาณ 20% ซึ่งหากยอดขายหมูลดลง บริษัทน่าจะขายไก่และกุ้งเพิ่มขึ้นมาทดแทน และมีโอกาสที่ CPF จะส่งออกไก่และกุ้งได้เพิ่มขึ้น จากคำสั่งซื้อที่ย้ายจากทวีปที่มีปัญหามาที่ไทยแทน ซึ่ง CPF มีรายได้จากการส่งออกประมาณ 16% ดังนั้นโดยรวมแล้ว CPF ในส่วนธุรกิจในประเทศเป็น Neutral แต่อาจได้รับประโยชน์ในส่วนธุรกิจส่งออก

ด้านนักวิเคราะห์บล.พัฒนสิน (CNS) ตลาดกำลังจับตาผลกระทบจากการระบาดของโรคไข้หวัดหมู จึงคาดการณ์ผลกระทบที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์พลังงานโลก ยังคงเป็นเรื่องยากในปัจจุบัน เนื่องจากไม่รู้ขอบเขตของการระบาด

นัก วิเคราะห์บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า โรคระบาดครั้งใหม่บั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก กระทบโดยตรงต่ออุตสาห กรรมเลี้ยงสุกรและอาหารที่แปรรูปจากเนื้อสุกร รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นสายการบินและธุรกิจโรงแรม ในที่สุดจะบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก สะท้อนจากที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในหมวด อาหารตกต่ำตามภาวะอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป เช่น ราคาถั่วเหลือง รวมถึงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่อ่อนตัวลงตามกำลังซื้อที่ลดลง แต่เชื่อว่ายังสามารถรักษาระดับการแกว่งตัวเหนือ 45 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ได้ต่อเนื่อง

“ดัชนีดาวโจนส์ในสัปดาห์นี้จะยังมีทิศทางแกว่งตัวด้านข้างในกรอบ 7,800-8,200 จุด และจะกดดันให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียอ่อนตัวลง เพื่อการปรับฐานในทิศทางเดียวกัน โดยคาดว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสอ่อนตัวลงสู่แนวรับ 450 จุด”

บล.ธนชาต ระบุว่า หุ้นไทยที่ปรับตัวลงตามแรงกดดันจากความกังวลต่อการแพร่ระบาดของไข้หวัดหมู ซึ่งอาจเป็นผลดีต่อกลุ่มค้าปลีกและโรงพยาบาล แต่ถ้าปัญหานี้ยืดเยื้อออกไป จะกระทบการบริโภคโดยรวม และส่งผลลบต่อแทบทุกกลุ่ม

กลุ่มที่จะถูกกระทบ : CPF, บริษัท การบินไทย (THAI), โรงแรม & ท่องเที่ยว, อาหารสัตว์ (TVO - บริษัท น้ำมันพืชไทย)

กลุ่มที่น่าจะบวกในระยะสั้น : TUF (บริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์), สื่อสาร (ADVANC, DTAC) และในเชิงจิตวิทยา อาจทำให้เกิดการกักตุนอาหารแห้ง และดีต่อกลุ่มค้าปลีก (CPALL, MAKRO, BIGC) และโรงพยาบาล (BGH, KH, BH)

ผู้จัดการกองทุน PNC Wealth Manage ment กล่าวว่า การระบาดของไข้หวัดหมูทำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่เน้นกลุ่ม เทคโนโลยี เวชภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภค

“เรายังคงแนะนำ ‘ซื้อ’ CPF โดยมีราคาเป้าหมายที่ 5.2 บาทต่อหุ้น แต่หุ้น Top Pick ในกลุ่มธุรกิจการเกษตรของเรา คือ TUF เนื่องจากได้รับประโยชน์จากการอ่อนค่าลงของเงินบาท และธุรกิจที่มีลักษณะ Defensive ราคาหุ้นในปัจจุบันให้ Upside จากราคาเป้าหมายที่ 25 บาทต่อหุ้น ราว 20%”



Post Today
0 Responses

Post a Comment