| ธปท.: รายงานเศรษฐกิจและการเงินเดือนมีนาคมและไตรมาสที่ 1 ปี 2552 Posted on Thursday, April 30, 2009 |
| ภาวะ เศรษฐกิจในเดือนมีนาคมยังคงหดตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน แต่มีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในบางภาคการผลิตเมื่อเทียบกับเดือน ก่อนหน้า ทั้งการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว ส่วนผลผลิตและราคาพืชผลสำคัญในภาคเกษตรลดลงต่อเนื่อง ทำให้รายได้เกษตรกรจากพืชผลสำคัญหดตัวเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน สำหรับอุปสงค์ในประเทศ ดัชนีการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนหดตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้การนำเข้าหดตัวมากกว่าการส่งออก ขณะที่การชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทำให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้ได้น้อยลง ขณะที่รายจ่ายเร่งขึ้นมาก ส่งผลให้ดุลเงินสดขาดดุลและเงินคงคลังลดลงต่อเนื่อง โดยรวมไตรมาสแรก ของปี 2552 ภาวะเศรษฐกิจหดตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน โดยในภาคเกษตร ทั้งผลผลิตและราคาพืชผลสำคัญมีแนวโน้มลดลง ทำให้รายได้เกษตรกรจากพืชผลสำคัญชะลอลงจากไตรมาสก่อน ส่วนผลผลิตนอกภาคเกษตรหดตัวตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และอุปสงค์ในประเทศที่มีสัญญาณการชะลอตัว สะท้อนจากเครื่องชี้ที่หดตัวลง เนื่องจากความเชื่อมั่นและรายได้ที่ลดลง ในด้านต่างประเทศ การส่งออกหดตัวมากเนื่องจากผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจโลก ขณะที่การนำเข้าหดตัวตามอุปสงค์ในอัตราที่มากกว่า ทำให้การส่งออกสุทธิสูงขึ้น เช่นเดียวกับการเบิกจ่ายของภาครัฐที่เร่งขึ้นมากในไตรมาสนี้ นับเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ด้านเสถียรภาพด้านต่างประเทศ อยู่ในเกณฑ์ดีจากเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลในระดับสูง สำหรับเสถียรภาพในประเทศ อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ส่วนการจ้างงานยังคงอ่อนตัว แต่เริ่มมีสัญญาณบวกบ้าง รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจในเดือนมีนาคมและไตรมาสที่ 1 ปี 2552 มีดังนี้ 1. ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เบื้องต้น) หดตัวร้อยละ 15.4 เทียบระยะเดียวกันปีก่อน แต่เมื่อปรับฤดูกาลแล้วขยายร้อยละ 2.5 จากเดือนก่อนหน้า โดยเป็นการปรับตัวดีขึ้นเกือบทุกหมวด โดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ที่เริ่มมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ หมวดเครื่องดื่มจากการเร่งผลิตเบียร์ และหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าจากอุปสงค์ในประเทศของเครื่องปรับอากาศ ทำให้อัตราการใช้พลังงานการผลิตของภาคอุตสาหกรรมในเดือนนี้อยู่ที่ร้อยละ 61.7 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 54.6 ในเดือนก่อน แม้ว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมมีการปรับตัวขึ้นบ้าง แต่ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในไตรมาส 1 ปี 2552 ยังลดลงมากถึงร้อยละ 18.9 จากระยะเดียวกันปีก่อน โดยเป็นการลดลงในทุกหมวดการผลิต ส่งผลให้อัตราใช้กำลังการผลิตลดลงเหลือที่ร้อยละ 57.8 เทียบกับร้อยละ 60.1 ในไตรมาสที่ 4 ปี 2551 2. ดัชนีการอุปโภคภาคเอกชน หากปรับฤดูกาลแล้ว ขยายตัวจากเดือนก่อนร้อยละ 2.6 โดยเครื่องชี้หลายตัวปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ยังคงหดตัวร้อยละ 4.9 โดยเครื่องชี้ที่ยังขยายตัว ได้แก่ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสำหรับที่อยู่อาศัยและปริมาณจำหน่ายในหมวดเชื้อเพลิง ขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่และการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคยังคงหดตัวแต่ในอัตราที่ชะลอลง ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (ประมาณการ) หดตัวจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 15.7 เป็นการหดตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อน ส่วนหนึ่งจากปัจจัยฐานสูง โดยเครื่องชี้วัดการลงทุนทั้งหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์และหมวดการก่อสร้าง หดตัวต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ประกอบการยังขาดความเชื่อมี่นจากปัญหาทางเศรษฐกิจและความไม่สงบ ทางการเมือง สำหรับไตรมาสแรกของปี 2552 การบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณชะลอตัว โดยดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน หด ตัวร้อยละ 5.3 จากระยะเดียวกันปีก่อน โดยการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค ภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และปริมาณจำหน่ายในหมวดยานยนต์หดตัวจากปีก่อน สอดคล้องกับความเชื่อมั่นที่ลดลงเป็นลำดับ สำหรับปริมาณจำหน่ายในหมวดเชื้อเพลิงยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากราคาที่อยู่ใน ระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน สำหรับดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (ประมาณการ) หดตัวร้อยละ 15.7 หดตัวมากขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยเฉพาะเครื่องชี้การลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ จากความกังวลเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจและความขัดแย้งทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น 3. ภาคการคลัง รัฐบาลมีรายได้จัดเก็บ 123 พันล้านบาท หดตัวจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 2.8 จากรายได้ภาษีเป็นสำคัญ โดยรายได้ภาษี หดตัวร้อยละ 3.4 จากทุกฐานภาษี ยกเว้นภาษีจากฐานรายได้ซึ่งขยายตัวจากภาษีปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้นมากเนื่อง จากมีการเลื่อนการนำส่งมาในเดือนนี้ ขณะที่ในปีก่อนมีการนำส่งในเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหดตัวจากมาตรการของรัฐ ทั้งการปรับลดภาษีและเพิ่มค่าลดหย่อน และภาษีเงินได้นิติบุคคลหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจ สำหรับภาษีฐานการบริโภคลดลงจากภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นสำคัญ แม้ว่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจะเพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพ สามิตน้ำมัน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 รวมถึงภาษีสรรพสามิตเบียร์และสุราที่จัดเก็บได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากข่าวการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเบียร์และสุรา ทำให้ผู้ผลิตเร่งทำการผลิต สำหรับรายได้ที่มิใช่ภาษี ขยายตัวร้อยละ 9.1 จากการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ รายได้นำส่งที่ลดลงขณะที่รายจ่ายเร่งขึ้น ทำให้รัฐบาลขาดดุลเงินสด 88.3 พันล้านบาท ซึ่งชดเชยด้วยการกู้สุทธิ 81.0 พันล้านบาท และใช้เงินคงคลัง 7.3 พันล้านบาท ทำให้เงินคงคลังลดลงจาก 58.5 พันล้านบาท ในเดือนกุมภาพันธ์เป็น 51.2 พันล้านบาทในเดือนมีนาคม สำหรับไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2552 จากการที่รัฐบาลมีรายได้นำส่งลดลง ขณะที่มีการเร่งเบิกจ่ายต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลขาดดุลเงินสด 242.5 พันล้านบาท โดยมีการกู้ยืมสุทธิ 232.3 พันล้านบาท และใช้เงินคงคลัง 10.2 พันล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นไตรมาส เท่ากับ 51.2 พันล้านบาท ลดลงจาก 61.4 พันล้านบาท เมื่อสิ้นไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 4. ภาคต่างประเทศ ดุลการค้าเกิน ดุล 2,165 ล้านดอลลาร์ สรอ. โดยการส่งออกมีมูลค่า 11,429 ล้านดอลลาร์ สรอ. หดตัวร้อยละ 22.7 เร่งขึ้นหดตัวร้อยละ 11.1 ในเดือนก่อน เนื่องจากในเดือนนี้มีการส่งออกทองคำเพียง 305 ล้านดอลลาร์ สรอ. เทียบกับ 1,865 ล้านดอลลาร์ สรอ. ในเดือนก่อน ทั้งนี้ เป็นการหดตัวในทุกหมวดโดยเฉพาะหมวดสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง เช่น ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 9,263 ล้านดอลลาร์ สรอ. หดตัวร้อยละ 35.1 โดยเป็นการหดตัวในทุกหมวดสินค้าเช่นกัน เมื่อรวมกับดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่เกินดุล 239 ล้านดอลลาร์ สรอ. ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2,404 ล้านดอลลาร์ สรอ. สำหรับเงินทุนเคลื่อนย้าย1/ ขาด ดุลสุทธิ 1,459 ล้านดอลลาร์ สรอ. จากภาคธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากผู้ส่งออกลดการป้องกันความเสี่ยงเป็นสำคัญ เมื่อรวมกับค่าความคลาดเคลื่อนสุทธิ ดุลการชำระเงินเกินดุล 1,831 ล้านดอลลาร์ สรอ. และเงินสำรองระหว่างประเทศ อยู่ที่ระดับ 116.2 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2552 โดยมียอดคงค้างการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าสุทธิ 3.7 พันล้านดอลลาร์ สรอ. สำหรับภาพรวมไตรมาสแรกปี 2552 ดุลการค้าเกิน ดุล 7,800 ล้านดอลลาร สรอ. เทียบกับไตรมาสก่อนที่ขาดดุล 1,365 ล้านดอลลาร สรอ. จากการนำเข้าที่หดตัวมากกว่าการส่งออกเป็นสำคัญ โดยการส่งออกหดตัวร้อยละ 19.9 เป็นการหดตัวเกือบทุกหมวด โดยเฉพาะหมวดอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมการส่งออกทองคำมูลค่า 2,951 ล้านดอลลาร์ สรอ. การส่งออกในไตรมาสนี้จะหดตัวร้อยละ 25.8 ขณะที่การนำเข้าหดตัวร้อยละ 38.3 ตามหมวดวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง และหมวดสินค้าทุนเป็นสำคัญ เมื่อรวมกับดุลบริการ รายได้และเงินโอนที่เกินดุล 1,312 ล้านดอลลาร์ สรอ. ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงเป็นประวัติการณ์ ที่ 9,112 ล้านดอลลาร์ สรอ. สำหรับเงินทุนเคลื่อนย้าย1/ มีเงินทุนไหลออกสุทธิ 2,953 ล้านดอลลาร สรอ. โดยเป็นการไหลออกจากภาคธนาคารพาณิชย์ จากการที่ผู้ส่งออกลดการป้องกันความเสี่ยงเป็นสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีเงินไหลออกจากสินเชื่อการค้า เนื่องจากสินเชื่อที่ครบกำหนดชำระมีมากกว่าสินเชื่อใหม่ที่ลดลงตามการนำเข้า เมื่อรวมกับค่าความคลาดเคลื่อนสุทธิ ดุลการชำระเงินเกินดุล 7,428 ล้านดอลลาร์ สรอ. 5. อัตราเงินเฟ้อทั่วไป หดตัวร้อยละ 0.2 โดยหดตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนจากราคาในหมวดพลังงานที่ยังอยู่ใน ระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนเป็นสำคัญ ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอ ลงจากเดือนก่อนเล็กน้อยมาอยู่ที่ร้อยละ 1.5 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานสูงในปีก่อนที่ราคาอาหารบริโภคใน-นอกบ้านเริ่มปรับ เพิ่มขึ้น สำหรับดัชนีราคาผู้ผลิตหดตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 4.0 ตามราคาผลิตภัณฑ์จากเหมืองและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ยังคงหดตัวตามราคาในตลาดโลก สำหรับไตรมาสแรกของปี 2552 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปหดตัวร้อยละ 0.3 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 1.7 ชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดยเป็นผลจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิตหดตัวร้อยละ 3.5 เทียบกับไตรมาสก่อนที่ขยายตัวร้อยละ 2.9 6. ภาคการเงิน2/ ฐานเงิน ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2552 ขยายตัวร้อยละ 4.3 จากระยะเดียวกันปีก่อน ขณะที่ปริมาณเงินตามความหมายกว้าง (Broad Money) ขยายตัวร้อยละ 8.7 สำหรับเงินฝากของสถาบันรับฝากเงิน (Depository Corporations) ขยายตัวใกล้เคียงกับเดือนก่อนที่ร้อยละ 6.5 และหากนับรวมการออกตราสารหนี้ประเภทตั๋วแลกเงินแล้ว เงินฝากจะขยายตัวร้อยละ 8.3 ส่วนสินเชื่อภาคเอกชนของสถาบันรับฝากเงินขยายตวร้อยละ 5.9 จากระยะเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราที่ชะลอลงต่อเนื่องจตามภาวะเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงิน ทั้งอัตราดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน และอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารระยะ 1 วันเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.50 และ 1.44 ต่อปี ตามลำดับ ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.50 ต่อปี เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 จากร้อยละ 2.00 เหลือร้อยละ 1.50 ต่อปี สำหรับไตรมาสแรกของปี 2552 อัตราดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน และอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารระยะ 1 วัน ปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.89 และ 1.87 ต่อปี ตามลำดับ จากไตรมาสก่อนหน้าที่เฉลี่ยร้อยละ 3.45 ต่อปี ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงินที่ปรับลดอัตรา ดอกเบี้ยนโยบายลง 2 ครั้งรวมร้อยละ 1.25 ต่อปี เมื่อวันที่ 14 มกราคม และ 25 กุมภาพันธ์ 2552 ในช่วงวันที่ 1-24 เมษายน 2552 ทั้งอัตราดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน และอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารระยะ 1 วัน เฉลี่ยลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ร้อยละ 1.33 และ 1.25 ต่อปี ตามลำดับ ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกร้อยละ 0.25 ต่อปี เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 จากร้อยละ 1.50 เหลือร้อยละ 1.25 ต่อปี 7. อัตราแลกเปลี่ยนและดัชนีค่าเงินบาท ในเดือนมีนาคม 2552 อัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อดอลลาร์ สรอ. เฉลี่ยอยู่ที่ 35.78 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากค่าเฉลี่ยที่ 35.33 ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยในช่วงต้นเดือนค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากการที่นักลงทุนมีความ สนใจลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น รวมทั้งการขายดอลลาร์ สรอ. ของนักลงทุนเพื่อทำกำไร แต่ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเงินบาทชะลอการแข็งค่าการเคลื่อนไหวอยู่ใน ช่วงแคบ ๆ สำหรับดัชนีค่าเงินบาท (NEER) อยู่ที่ระดับ 77.83 ทรงตัว ใกล้เคียงกับเดือนก่อน เมื่อพิจารณาทั้งไตรมาสแรกของปี 2552 อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอยู่ที่ 35.36 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. อ่อนค่าลงร้อยละ 1.47 จากค่าเฉลี่ยของไตรมาสก่อนที่ 34.84 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. ขณะที่ดัชนีค่าเงินบาท (NEER) ทรงตัวอยู่ที่ 77.64 ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนถึงความมีเสถียรภาพของค่าเงินบาท ในช่วง 1-24 เมษายน 2552 ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวค่อนข้างมีเสถียรภาพ โดยเฉลี่ยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากเดือนมีนาคมมาเฉลี่ยที่ 35.47 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. ธนาคารแห่งประเทศไทย 30 เมษายน 2552 ข้อมูลเพิ่มเติม : พรรณพิลาส เรืองวิสุทธิ์ โทร. 0-2283-5648, 0-2283-5639 e-mail: punpilay@bot.or.th 1/ เงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิในเดือนล่าสุดเป็นข้อมูลเร็วเบื้องต้น ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขในเดือนถัดไป 2/ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2551 ธปท. ได้ปรับปรุงข้อมูลปริมาณเงินตามความหมายกว้าง เงินฝากและสินเชื่อภาคเอกชน ให้ครอบคลุมข้อมูลจากสหกรรณ์ ออมทรัพย์ และกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Funds) นอกจากนี้ ปริมาณเงินตามความหมายกว้างยังนับรวมการออกตราสารหนี้ประเภทตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange) เข้าไว้ด้วย |
Post a Comment