ทำการลงทุนให้เป็นเรื่องง่าย

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล บลจ.วรรณ


ในหนังสือ Straight Talk on Investing ซึ่งเขียนโดยแจ็ค เบรนแนน ประธานบริษัทแวนการ์ดบริษัทจัดการลงทุนชั้นแนวหน้าของอเมริกาเริ่มต้นโดยการ พูดถึงความเชื่อผิดๆของคนทั่วไปว่าการลงทุนนั้นเป็นเรื่องยาก หลายคนคิดว่าต้องมีเงินมากเสียก่อนจึงจะเอาเงินมาต่อเงินได้ บางคนคิดว่าต้องมีความรู้มากๆอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจเข้าใจแจ่มแจ้ง ติดตามข่าวคราวในตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง รู้ว่าธนาคารกลางหรือเฟดจะตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยอย่างไรรู้ว่าบริษัท จดทะเบียนทำกำไรเท่าใด จะจ่ายปันผลมากแค่ไหน จริงอยู่ที่สิ่งเหล่านั้นมีความหมาย แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องติดตามจนใกล้ชิดจนเกินไป เพื่อจะได้มีการลงทุนที่ดี คำพูดสำคัญของแจ็คคือ “การลงทุนเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด”

แจ็คได้ตีกรอบการบ้านที่นักลงทุนที่ดีจะต้องทำเพื่อให้เป็นนักลงทุน ที่ดี โดยการ1. รู้จักการลงทุนหลักสามประเภท 2. เข้าใจเรื่องความเสี่ยง และ 3. รู้จักตัวเองในฐานะของนักลงทุนคนหนึ่ง

**การลงทุนหลักสามประเภท คือ หุ้น (stock) ตราสารหนี้ (bond) และเงินสด (cash) หุ้นเป็นการลงทุนแล้วเป็นเจ้าของธุรกิจ มีส่วนในเงินปันผล ตราสารหนี้ลงทุนแล้วเป็นเจ้าหนี้รับดอกเบี้ยของเงินลงทุนเป็นหลักพันธบัตร ใช้เรียกตราสารหนี้ภาครัฐ หุ้นกู้เป็นตราสารหนี้เอกชน ส่วนเงินสด หมายถึงเงินฝากธนาคารตลอดจนกองทุนตลาดเงินต่างๆ**

ข่าวดีก็คือ นักลงทุนไม่ต้องลงมือศึกษาถึงหุ้นทีละตัว พันธบัตรหรือหุ้นกู้ทีละฉบับเพราะมีกองทุนรวมมากมายที่มีหน้าที่เลือกลงทุน ในรายละเอียดเหล่านั้นแทนผู้ลงทุนอยู่แล้ว หน้าที่ของนักลงทุนจึงเพียงแค่การตัดสินใจเลือกสัดส่วนการลงทุนตามประเภทกอง ทุนเหล่านั้นก็เพียงพอแล้ว ซึ่งผมเคยเขียนไว้ในบทความก่อนๆ ว่า Asset Allocation โดยที่ในตอนก่อนๆนั้นผมได้ให้ข้อมูลตลาดทุนไทยซึ่งมีข้อมูลที่ไม่ยาวนานนัก ในวันนี้จึง เอาข้อมูลของอเมริกาซึ่งยาวนานกว่ามาให้ดูประกอบครับ

แม้ข้อมูลจะเป็นของอเมริกา แต่จากการศึกษาของผม พบว่าข้อมูลเท่าที่มีของไทยก็มิได้ต่างไปจากกันมากมายนัก ดังนั้นจึงใช้เป็นกรอบประกอบการตัดสินใจได้เป็นอย่างดี โดยนักลงทุนสามารถเลือกเป้าหมายจากเสี่ยงน้อยไปจนถึงมาก ว่าต้องการความเสถียรมั่นคงของเงินต้น (stability) ต้องการกระแสเงินรายได้ออกมาใช้เรื่อยๆ (Income) ต้องการเติบโตแบบระมัดระวัง สมดุล ปานกลาง หรือแบบเชิงรุก โดยนักลงทุนควรดูอัตราผลตอบแทนในอดีตควบคู่ไปกับความเสี่ยงซึ่งแสดงไว้สอง มิติด้วยกัน คือ ปีที่ขาดทุนสูงสุด และจำนวนปีที่ขาดทุน

ผลตอบแทนที่แจ็คแสดงนำมาจากดัชนี ซึ่งหากจะลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกันที่สุดคงต้องลงทุนใน กองทุนดัชนีหรืออีทีเอฟนะครับ สำหรับการลงทุนในหุ้นที่ต้องการให้ได้ผลตอบแทนเหมือนๆกับดัชนี SET50 ของไทย ก็สามารถใช้ TDEX (ThaiDEX SET50 ETF) ได้ ส่วนตราสารหนี้ก็อาจใช้กองทุนตราสารหนี้ต่างๆ ได้ ส่วน cash นั้นนอกจากการฝากเงินก็สามารถใช้พวกกองทุนตลาดเงิน เป็นต้น

ด้วย ความสำคัญของการทำ Asset Allocation ที่เปรียบเสมือนกับหัวใจของกลยุทธ์การลงทุนในปัจจุบัน ทำให้ ETF ได้รับความนิยมจากนักลงทุนไปทั่วโลก เพราะ ETF ได้รวมเอาข้อดีของกองทุนรวม และหุ้นไว้ด้วยกัน คือมีการกระจายความเสี่ยงไปในหลักทรัพย์หลายๆตัวตามส่วนประกอบของดัชนีอ้าง อิง มีสภาพคล่องซื้อขายได้ทันทีในตลาดหลักทรัพย์เช่นเดียวกับหุ้น ด้วยเหตุนี้เอง ETF จึงกลายเป็นเครื่องมือการลงทุนที่ทรงประสิทธิภาพในการทำ Asset Allocation จนในปัจจุบัน ETF มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิทั่วโลกประมาณ 8 แสนล้านเหรียญ ดอลลาร์ สรอ. กองทุน (Style ETF) เช่น เน้นหุ้นเติบโต (Growth) หุ้นคุณค่า (Value) หรือ หุ้นปันผล (Dividend)

สำหรับในประเทศไทย ETF ตัวแรกที่ลงทุนในตราสารทุนคือ TDEX (ThaiDEX SET50 ETF) บริหารจัดการโดย บลจ.วรรณ TDEX อิงดัชนี SET50 มีการกระจายการลงทุนไปยังหุ้นชั้นนำ 50 ตัวที่อยู่ในอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2551 TDEX มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 3,7793.46 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตมากกว่า 280% ในเวลา 10 เดือนนับจากจัดตั้งกองทุน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจจากผู้ลงทุนอย่างกว้างขวาง

ท้ายนี้มีประชาสัมพันธ์ข้อมูลการลงทุนใหม่สองเรื่อง เรื่องแรก คือ ด้วยการสนับสนุนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในเร็วๆนี้ตลาดหุ้นไทยจะมี Equity ETF ตัวที่สอง ที่มีชื่อว่า M-Track Energy ETF (ENGY) ซึ่งจะอ้างอิงผลตอบแทนกับดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยมี บลจ.ทหารไทย เป็นผู้บริหารจัดการกองทุน กองทุน ENGY จะทำการเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 21 – 28 กรกฏาคม 2551 และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯในช่วงต้นเดือนสิงหาคม หลังจากนั้นผู้ลงทุนสามารถซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯได้ทุกโบรกเกอร์ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ กองทุน ENGY สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.ทหารไทยครับ

เรื่อง ที่สอง คือ เช้าวันที่ 30 กค. นี้ บลจ. วรรณ จะจัดงานสัมมนาลงทุนอย่างไรให้รวยในภาวะผันผวนที่ห้องประชุมศาสตราจารย์ สังเวียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะมีการบรรยายเกี่ยวกับ การเลือกกองทุน LTF และ RMF ให้เหมาะกับนักลงทุนและการคาดการณ์ภาวะตลาด ตลอดจน workshop การวางแผนการลงทุนให้รวยอัตโนมัติ โดยมีผมและทีมงานเป็นวิทยากร และมีคุณปริทรรศน์ เหลืองอุทัย เป็นวิทยากรรับเชิญพูดในหัวข้อ เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน ด้วยตราสารอนุพันธ์ ท่านที่สนใจ สามารถโทรสำรองที่นั่งได้ฟรีที่บลจ.วรรณ 02 659 8888 นะครับ

การออมเงินเพื่อวัยเกษียณ "สหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา เอเชียและไทย"

...ในทำนองเดียวกัน ถึงแม้กว่าร้อยละ 60ของคนที่อยู่ในวัยทำงานในสหราชอาณาจักรจะมีการสะสมเงินออมเข้ากองทุน บำเหน็จบำนาญ และกว่าร้อยละ 75 มีสิทธิได้รับผลตอบแทนจากกองทุนเหล่านี้ สหราชอาณาจักรก็ยังคงมีความกังวลที่ว่า ครัวเรือนในปัจจุบันมีเงินออมไม่เพียงพอหลังเกษียณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสถิติของประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ครัวเรือนเกิดความอัตคัดและมีความจำเป็นที่ต้องทำงานต่อหลัง จากอายุเกษียณ นอกจากนี้ ครัวเรือนในสหราชอาณาจักรจะจัดสรรรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ประมาณร้อยละ 14.23เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจ่ายเบี้ยประกันสังคม และเงินออมที่สะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญ ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเป็นอันดับหนึ่งในสามของค่าใช้จ่ายทั้งหมด และยังสูงกว่าค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในสหรัฐอเมริกาอีก แต่ในขณะเดียวกัน การออมเงินของครัวเรือนก็ได้ลดลงอย่างมากเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าครัวเรือนใน สหราชอาณาจักรเป็นครัวเรือนที่มีหนี้สินมากที่สุดในช่วง2-3ปีที่ผ่านมา และตามผลสำรวจสถิติการออมเงินของครัวเรือนในกลุ่ม OECDในปี2551 ครัวเรือนในสหราชอาณาจักรมีเงินออมลดลงจากร้อยละ 8ในปี2533 เหลือเพียงร้อยละ 2.93 ในปี 2550 ดังนั้น พฤติกรรมการออมของครัวเรือนในประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีความคล้ายคลึงกัน โดยให้ความสำคัญของการออมในระดับครัวเรือนลดลงเมื่อมีโอกาสที่จะได้รับสิทธิ ประโยชน์จากประกันสังคม และกองทุนบำเหน็จบำนาญที่มากขึ้น

นอกจากนี้ ตามผลการศึกษาของสำนัก งานสถิติประกันภัยในประเทศแคนาดา มีเพียงร้อยละ33ของชาวแคนาดาที่คาดว่าจะเกษียณอายุในปี 2573 มีเงินออมที่เพียงพอต่อการดำรงชีพในวัยเกษียณ ส่วนชาวแคนาดาในกลุ่มที่เหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในวัยทำงานในช่วงอายุ 40ปีขึ้นไป จะต้องมีการเร่งเพิ่มสัดส่วนการออม หรือต้องทำงานต่อหลังอายุเกษียณเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสภาพคล่องทางการเงินใน อนาคต ซึ่งครัวเรือนที่สามารถออมเงินได้เพียงพอกับความต้องการส่วนใหญ่จะมีการออม เงินในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในกองทุนบำเหน็จบำนาญ การทำประกัน และการออมเงินส่วนบุคคล เพื่อเป็นการกระจายและป้องกันความเสี่ยงที่อาจส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงใน วัยสูงอายุ แต่ในทางกลับกัน ครัวเรือนที่มีการออมเงินในผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพียงรูปแบบเดียว ส่วนใหญ่จะรวมอยู่ในกลุ่มของผู้ที่มีเงินออมไม่เพียงพอ และจะต้องเพิ่มสัดส่วนการออมหรือต้องทำงานต่อหลังอายุเกษียณ โดยเฉลี่ย ครัวเรือนชาวแคนาดาจะจัดสรรประมาณร้อยละ 7.93 ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจ่ายเบี้ยประกันสังคม และเงินออมที่สะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเป็นอันดับ 5ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยรายได้ส่วนใหญ่ ประมาณร้อยละ 40 จะถูกจัดสรรไปในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้าน ที่อยู่อาศัย

นอกจากนี้ตามสำนักงานสถิติแห่งชาติของแคนาดาในปี 2548 ร้อยละ70 ของครัวเรือน หรือ ประมาณ9.4ล้านครัวเรือน มีการลงทุนในกองทุนบำเหน็จบำนาญ ซึ่งถึงแม้ว่าการออมเงินในกองทุนบำเหน็จบำนาญในแคนาดาจะไม่สูงเท่าในสหรัฐ อเมริกา หรือ สหราชอาณาจักร แต่การออมเงินของครัวเรือนของชาวแคนาดาก็ไม่ได้ลดลงมากเท่าเช่นกัน ในปี 2550 สัดส่วนการออมของครัวเรือนอยู่ที่ ร้อยละ 1.51 ซึ่งลดลงประมาณ ร้อยละ 10จากในปี 2533 อย่างไรก็ตาม ด้วยพฤติกรรมการออมของครัวเรือนที่ลดลง หลายฝ่ายจึงมีความเป็นห่วงว่าครัวเรือนจะมีเงินออมที่เพียงพอหรือไม่ในการคง มาตรฐานดำรงชีวิตหลังวัยเกษียณ ซึ่งถ้าครัวเรือนมีการออมที่ไม่เพียงพอ ผลกระทบอาจกระจายไปถึงวงกว้าง ในระดับประเทศก็เป็นได้

ในทางกลับกัน ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา อาทิเช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และไทย ซึ่งถึงแม้จะมีรูปแบบการออมที่เหมือนกับในประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคม หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญ แต่รูปแบบการออมเหล่านี้ก็ไม่ยังไม่มีประสิทธิภาพในการครอบคลุมถึงประชากร ทั้งหมดของประเทศได้ เนื่องจากประเทศที่กำลังพัฒนานั้นมักประสบ ปัญหาในเรื่องของผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย กลุ่มแรงงานนอกระบบ และความแตกต่างระหว่างรายได้ของแต่ละครัวเรือนที่มีค่อนข้างมาก ดังนั้น ครัวเรือนในประเทศเหล่านี้มีโอกาสเสี่ยงมากกว่าในการมีเงินออมที่ไม่เพียงพอ ต่อความต้องการในวัยเกษียณ

แม้อายุเกษียณ จะใกล้เข้ามา หลายครัวเรือนในประเทศสิงค์โปร์ก็ยังขาดความพร้อมในการรับมือและมีการเตรียม ตัวที่ไม่เพียงพอเพื่อรักษามาตรฐานชีวิตการดำรงชีพหลังเกษียณให้เหมือนกับ ก่อนการเกษียณได้ ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งก็มาจากการออมของครัวเรือนส่วนมากอยู่ในรูปแบบของเงิน ฝากที่ได้ผลตอบแทนที่ต่ำ ผลตอบแทนที่ได้รับจึงไม่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นได้ ในอนาคตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย และถึงแม้ว่าจะมีการช่วยเหลือจากภาครัฐมาบ้างในรูปแบบของประกันสังคม และกองทุนบำเหน็จบำนาญ เงินออมก็คงยังไม่เพียงพอที่คงมาตรฐานการครองชีพ แต่อย่างไรก็ตาม ครัวเรือนที่มีรายได้อยู่ในระดับกลางถึงสูงมีโอกาสและความสามารถที่จะนำเงิน บางส่วนไปลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวม ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่ ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงช่องทางเหล่านี้ได้ เพราะในบางครั้งแค่รายได้ต่อเดือนก็ยังคงไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายต่อ เดือนด้วยซ้ำ แล้วการออมจะเป็นไปได้อย่างไร

ตามสถิติของผล การสำรวจจากธนาคาร OCBC ของสิงค์โปร์ ร้อยละ74ของชาวสิงค์โปร์คาดหวังที่จะได้เกษียณก่อนอายุเกษียณที่กำหนดไว้ 62ปี แต่อย่างไรก็ตาม ครัวเรือนส่วนใหญ่ยังคงขาดความพร้อม และขาดเงินออมที่เพียงพอที่จะมีมาตรฐานชีวิตที่ดีในวัยเกษียณ ดัง นั้นการออมเพื่อวัยเกษียณในช่วงวัยทำงานจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งจากผลสำรวจพบว่า ชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่มีการบริหารเงินที่ไม่มีประสิทธิภาพเพราะคนส่วนใหญ่มัก ถือรายได้ที่ได้จากการทำงานเป็นรายได้หลักในการดำรงชีวิตและสร้างความ มั่งคั่ง โดยมีสัดส่วนการลงทุนที่ค่อนข้างน้อยหรือลงทุนเมื่อสายเกินไปที่จะมีชีวิตใน วัยเกษียณตามที่หวังไว้ อันที่จริงแล้ว คนทำงานที่อยู่ในช่วงอายุประมาณ 55ปี มีทรัพย์สินสภาพคล่องเพียง 40,000 ดอลล่าร์ สิงคโปร์ และเพียง 20,000 ดอลล่าร์สิงคโปร์ ในสินทรัพย์ประเภททุนเพื่อเป็นทุนเอาไว้ใช้ในตอนเกษียณ ซึ่งไม่น่าจะเพียงพอต่อการมีมาตรฐานชีวิตที่ดี

นอกจากนี้ ครัวเรือนที่มีโอกาสจะประสบปัญหาทางการเงินมากที่สุด ก็น่าจะเป็นครัวเรือนระดับล่าง เพราะครัวเรือนเหล่านี้มีสัดส่วนการออมที่น้อยและอยู่ในรูปแบบการออมที่ให้ ผลตอบแทนที่ต่ำ และกว่าร้อยละ 37ของครัวเรือนไม่มีการออมเงินเป็นประจำ ทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาที่หนักกว่าในระยะยาว เนื่องจากการออมในปัจจุบันไม่มีประสิทธิผลที่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสถิติของประชากรในผู้สูงอายุจะมีเพิ่มมากขึ้น

สำหรับฮ่องกง...หากเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา ประชากรฮ่องกงส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในวัยทำงานถือว่าขาดการวางแผนเงินออมที่ดี เพื่อวัยเกษียณที่มั่นคง โดยมีการลงทุนและการสะสมเงินออมสัดส่วนที่น้อยเกินไป พร้อมทั้งเลือกช่องทางการออมที่ไม่เหมาะสม สมาคมบริษัทจัดการลง ทุนแห่งหนึ่งในฮ่องกง กล่าวว่า ร้อยละ 41ของผู้เกษียณและร้อยละ23 ของผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน ไม่เคยมีการประเมินว่าชีวิตในวัยเกษียณ ครัวเรือนควรมีเงินออมเท่าไหร่ถึงจะพอเพียง แต่ถึงกระนั้น ครัวที่มีอยู่ในกลุ่มของผู้ที่มีการวางแผนการออมเงิน กว่าร้อยละ 74 ก็ยังคิดว่าการออมในปัจจุบันยังไม่คงเพียงพอที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีหลัง เกษียณ นอกจากคนฮ่องกงจะมีการออมที่ไม่เพียงพอ คนเหล่านี้ยังขาดความสามารถในการดูแล บริหารการลงทุนที่มีอยู่แล้วให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด

สมาคมบริษัทจัดการลงทุนในฮ่องกงยังเสริมอีกว่า ผู้ ที่อยู่ในวัยทำงานและมีการลงทุนในกองทุนประเภทต่างๆเพื่อการออมเงินเพื่อวัย เกษียณ กว่าร้อยละ 59 ไม่เคยหรือน้อยครั้งที่จะมีการตรวจสอบการลงทุนของตนเอง นอกจากนี้ จากทั้งหมด 800ครัวเรือน ร้อยละ 68 ไม่เคยให้ความสนใจในการมองหาผลิตภัณฑ์ทางการออมรูปแบบต่างๆและไม่เคยได้รับ การปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทางการเงินในการวางแผนการออม อีกทั้ง ตามผลสำรวจของสหรัฐอเมริกาในเรื่องของความมั่นใจก่อนวัยเกษียณ ในปี 2549 พบว่า ประมาณร้อยละ90ของผู้ที่ยังอยู่ในวัยทำงานในสหรัฐฯ มีการประเมินที่ชัดเจนว่าครัวเรือนควรมีเงินออมเท่าไหร่จึงพอเพียงเป็นค่า ใช้จ่ายทั้งหมดในวัยสูงอายุ ขณะที่มีเพียงร้อยละ 69ของผู้ที่ยังอยู่ในวัยทำงานในฮ่องกงที่มีการวางแผนดังกล่าว จากนั้น ร้อยละ 19ของผู้ที่ยังอยู่ในวัยทำงานในสหรัฐฯได้รับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อ ประเมินสัดส่วนการออมที่จำเป็น ในทางกลับกันมีเพียงร้อยละ4เท่านั้นสำหรับผู้ที่ยังอยู่ในวัยทำงานในฮ่องกง อีกหนึ่งข้อแตกต่างก็คือ ร้อยละ68 ของผู้ที่ยังอยู่ในวัยทำงานในสหรัฐฯมีความมั่นใจว่าจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีใน วัยเกษียณ ซึ่งมีเพียงร้อยละ 56สำหรับในฮ่องกง

ประชากร ฮ่องกงส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ มักนิยมการออมในรูปแบบของเงินฝากเพราะมีความเสี่ยงต่ำมากกว่าผลิตภัณฑ์ทาง การเงินรูปแบบอื่น อย่างเช่น กองทุนหรือตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ถึงแม้ตราสารเหล่านั้นอาจเป็นทางเลือกของการออมที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งการออมเงินส่วนใหญ่จะเป็นการฝากประจำ และตามมาด้วย ร้อยละ25 ของครัวเรือนที่ลงทุนในหุ้นและกองทุน โดยผลกระทบที่ตามมาก็คือ กว่าร้อยละ 40ของผู้ที่เกษียณอายุในฮ่องกงยังคงต้องพึ่งพาอาศัยความช่วยเหลือจากลูกหลาน ในการดำรงชีพในวัยเกษียณ ซึ่งเป็นเหตุผลที่สำคัญที่อธิบายว่าเหตุใดฮ่องกงยังไม่สามารถพัฒนาไปเทียบ เท่าประเทศที่พัฒนาแล้วในการวางแผนการออมเงิน....(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

ที่มา : สมาคมบริษัทจัดการลงทุน

ยุคเปลี่ยนผ่านแห่ง'ทองคำ' จากการสวมใส่สู่การลงทุน



"คุณแม่ผมไม่ได้ชื่อ "ทองสุก" แต่คำว่า "ทองสุก" เป็นชื่อที่เราถือว่าเป็นการบอกคุณสมบัติของทองคำ คือ "สุกสกาว" ทองคำที่ดีต้องสุกสกาว สุกใส ไม่ใช่สุข ข ไข่ ต้องสุก ก ไก่ แล้วคำว่า "แม่" ก็หมายความว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญ ฉะนั้นร้านทองก็เหมือนกัน แม่ทองสุก ก็คือ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการค้าทองคำ และทองคำที่ดีต้องสุกสกาวครับ"

เป็นคำเปิดเผยจาก น.พ. กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกลุ่มบริษัท แม่ทองสุก เอ็มทีเอส โกลด์ ซึ่งเป็นบริษัท/ที่ดำเนินธุรกิจด้ารทองคำรายใหญ่ของประเทศไทย โดย น.พ. กฤชรัตน์ ได้เล่าถึงภาวะของทองคำในสถานการณ์ปัจจุบันไว้อย่างน่าสนใจ เพื่อเป็นข้อมูลให้แก่บรรดานักลงทุนทั้งหลายได้ทราบกันดังนี้

พัฒนาการของทองคำในบ้านเรานั้นมีพัฒนาการมาคร่าว ๆ 3-4 step คือ
ยุคแรก (ทองตู้แดง)
คือการค้าทองคำในระบบดั้งเดิม เป็นการค้าที่เรียกว่า ทองยุคตู้แดง ซึ่งในปัจจุบันมีร้านค้าทองตู้แดงทั่วประเทศไทยกว่า 7,000 แห่ง โดยจะเห็นได้ว่าในจังหวัดเล็ก ๆ มีร้านค้าทองไม่ต่ำกว่า 30 แห่ง ส่วนในจังหวัดใหญ่ ๆ บางจังหวัด มีร้านค้าทองเกือบ 200 แห่งทั้งจังหวัด ฉะนั้น หมายความว่าเรื่องของการค้าขายทองคำสำหรับคนไทยนั้น เป็นเรื่องที่สัมผัสกันได้อย่างใกล้ชิดมาเป็นร้อยปี คนไทยคุ้นกับการมอบทองคำตั้งแต่ แม่สู่ลูก เป็นสินสอดทองหมั้น ซึ่งการซื้อขายทองคำในยุคเก่าเป็นการเดินไปที่ร้านค้าทองไปซื้อเป็นทอง รูปพรรณ กล่าวคือในยุคเก่า ๆ ผู้คนจะซื้อทองไว้สวมใส่กัน

เมื่อพัฒนาเรื่อย ๆ ในระยะหลังจะเห็นว่าราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นตลอดเวลานับตั้งแต่ในปี 2540 ซึ่งเป็นยุคฟองสบู่แตก เราคงจำกันได้ในช่วงนั้นราคาทองคำอยู่ที่ประมาณบาทละ 4,000 บาท แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ ราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 7,500 บาทและปัจจุบันอยู่ที่ประมาณบาทละ 15,700 บาท แต่ละจุดที่ผมพูดก็คือเอา 2 คูณ แต่ถ้านับกันตั้งแต่ประมาณต้น ๆ ตั้งแต่ปี 2510 ต้องบอกว่าทองคำอยู่ที่ 400-700 บาท พวกเราคงคุ้นกันดีในยุค คุณพ่อ คุณแม่เรา ทองคำบาทละ 400 แล้วก็ยืนอยู่อย่างนี้นานมาก จนยุคใหม่ ราคาทองคำกระโดดขึ้นมาตลอดในระยะเวลา 10 ปี

ยุคที่สอง (FIF การลงทุนซื้อทองคำผ่านการลงทุนในต่างประเทศ)
เมื่อทองคำมีวิวัฒนาการในการซื้อขายมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเมื่อถึงช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี บรรดาธนาคารหรือบรรดาเงินทุนหลักทรัพย์ก็เริ่มแสวงหาการลงทุนในทองคำกัน แต่เนื่องจากในเรื่องของกฎระเบียบของบ้านเราและกฎระเบียบของการอนุรักษ์ ทองคำให้เป็นเฉพาะร้านค้าทองเท่านั้น ไม่ให้ธนาคารทำการขายทองคำ ดังนั้น บรรดาสถาบันการเงินดังกล่าว จึงเลี่ยงไปลงทุนในทองคำในลักษณะ FIF โดยเป็นการลงทุนซื้อทองคำผ่านการลงทุนในต่างประเทศ คือ SPDR Gold Trust (ซึ่งเป็น "เฮดจ์ฟันด์" รายใหญ่ที่ถือครองทองคำอยู่เป็นจำนวนมาก) ถือว่าเป็นการลงทุนทางอ้อมสำหรับนักลงทุนที่ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ว่าจะซื้อหรือขายทองยังไง

ยุคที่สาม (การลงทุนในทองคำแท่ง)
พอมาถึงในช่วงยุคที่ 3 บรรดานักลงทุนที่มีความเข้าใจการซื้อขายทองมากขึ้น ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาในบ้านเรา ก็มีพัฒนาเป็นการซื้อขายทองคำแท่ง จะเห็นได้ว่าการซื้อขายทองคำแท่งในนช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ เรียกว่าหวือหวามากและมีการสนใจจากประชาชนไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก

ทั้งนี้ น.พ. กฤชรัตน์ บอกว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ การซื้อทองคำนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยคนที่มาซื้อทองคำนั้นส่วนใหญ่ จะมาซื้อทองคำแท่งกันมากกว่าซื้อทองรูปพรรณ นั่นหมายความว่า การซื้อของคำของประชาชนนั้นเปลี่ยนไป เป็นการซื้อทงคำเพื่อการลงทุนหรือเพื่อการเก็งกำไรนั่นเอง เป็นเพราะทองคำนั้นเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าในตัวของมันเอง และค่อนข้างจะมีความมั่นคง จึงเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะจะถือครองไว้ในยามที่เกิดปัญหาความไม่มั่นคงทาง เศรษฐกิจหรือการลงทุน

โดยจะเห็นได้ว่าปัจจัยหลักๆที่ส่งผลให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นนั้น มากจากปัจจัยหลักๆ ได้แก่

1. ปัญหาในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ประสบปัญหา ซึ่งหากเศรษฐกิจตกตํ่า คนจะเริ่มมองหาการลงทุนในทองคำกัน ราคาทองคำจึงสูงขึ้น

2. ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เริ่มอ่อนค่าลงจากปัญหาเศรษฐกิจ จะส่งผลให้ราคาทองคำสูงขึ้นเช่นกัน

3. ภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น

4. ปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศ เช่น การเกิดสงคราม เป็นต้น

สรุปแล้ว ปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นนั้นจะต้องเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อทั้งโลก ราคาทองคำถึงจะเพิ่มขึ้น

จากที่ น.พ. กฤชรัตน์ เล่ามานั้น จะเห็นได้ว่า ณ ช่วงเวลาจากนี้ไป สถานการณ์ของทองคำนั้น จะเปลี่ยนไปสู่ในเรื่องของการลงทุนมากขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของวิวัฒนาการของทองคำใน ยุคที่สี่ นั้นคือ การลงทุนใน Gold Futures เป็นการพัฒนาสู่การซื้อขายทองคำเป็นลักษณะสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่เราเรียกกันว่า Gold Futures ซึ่งเกิดขึ้นในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกแล้ว

แต่ อย่างไรก็ตามเรื่องวิวัฒนาการนั้นไม่ได้สร้างผลดีเสมอไปทั้งหมด แม้ว่าการซื้อขายทองคำเพื่อการเก็งกำไรนั้นจะคึกกันอย่างมากมายในช่วงระยะ ที่ผ่านมา แต่จากที่ทราบกันว่าตลาดทองคำในบ้านเรานั้นเป็นร้านค้าทองคำที่มานานกันมาก และมี้รานค่าทองจำนวนมากทั่วประเทศซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือน กับต่างประเทศ นั่นหมายความว่า เมื่อการลงทุนในทองคำก้าวเข้าสู่การลงทุนในแบบที่ไม่ได้มีการซื้อขายทองคำ จากร้านค้าทองเหมือนในที่ผ่านมา แน่นอนว่าร้านค้าทองจะประสบปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

" เมื่อถึงจุดหนึ่งที่จะต้องพัฒนาร้านค้าทองตู้แดงที่ยังไม่สามารถพัฒนาหรือ ยังไม่ก้าวสู่ยุคใหม่ เรามองว่าในโลกยุคปัจจุบัน บรรดา ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ต้องเริ่มพัฒนาตัวเอง ไม่อย่างนั้นแล้ว ภายใน 5 ปีจะโดนนักค้าข้ามชาติกลืนกินหมด"

ดังนั้นสิ่งที่ บริษัท แม่ทองสุก เอ็มทีเอส โกลด์ ได้ดำเนินการ นั่นคือการพัฒนาร้านค้าทองคำในต่างจังหวัดทั่วประเทศให้สามารถพัฒนาได้ทัน กับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดยมีการตั้ง Selling Agent ในต่างจังหวัดทั่วประเทศประจำจังหวัดละ 1 ราย เพื่อดำเนินการในเรื่องของการลงทุนใน Gold Futures พร้อมทั้งพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อการซื้อขาย ซึ่งนอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีให้เป็นมาตรฐานของตลาดหลักทรัพย์แล้ว ยังมีการพัฒนาในเรื่องระบบการซื้อขายและการชำระเงินด้วย เพราะลูกค้าที่อยู่ในต่างจังหวัดนั้นการชำระเงินโดยการเปิดบัญชีก็ต้องสะดวก สบาย

ลงทุนทองคำแท่งควบคู่
อีกประเด็นที่สำคัญในเรื่องของการลงทุนในทองคำนั้น นอกเหนือจากลงทุนใน Gold futures แล้ว การลงทุนในทองคำแท่ง ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงเวลาที่ตลาดซื้อขาย "Gold Futures" ในประเทศไทยปิดลงนั้น ตลาดล่วงหน้าในต่างประเทศยังคงเปิดอยู่ นั่นหมายความว่าในช่วงเวลาที่ประเทศไทยหยุดทำการซื้อขายนั้นราคาทองคำอาจมี การเปลี่ยนแปลงไปได้ จนถึงช่วงเวลาที่ที่ตลาดบ้านเราเปิดอีกครั้ง

“การซื้อขายทองคำ หรือการลงทุนในทองคำ ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องซื้อขาย Gold Futures อย่างเดียว ต้องดูว่านักลงทุนแต่ละรายเหมาะกับการลงทุนแบบไหน อย่างที่ทุกคนทราบว่า การลงทุน Gold Futures มีความเสี่ยง เนื่องจากเราใช้การคำนาณ คือ ใช้เงิน 1 ใน 10 เพื่อเข้าไปลงทุน ฉะนั้น ก็จะมีนักลงทุนบางรายที่สนใจจะลงทุนในทองคำแท่งมากกว่าที่จะเข้าไปซื้อขาย ผ่าน Gold Futures แต่ทางเราเน้นว่าการซื้อขายที่ครบวงจรจริง ๆ ในการลงทุนทองคำ ไม่ใช่การซื้อขายแค่ Gold Futures จะต้องมีการซื้อขาย Gold spot หรือการซื้อขายทองคำแท่งไปพร้อมๆกัน” น.พ. กฤชรัตน์ ระบุ

โดยกลยุทธ์ที่บริษัทได้พัฒนาในเรื่องนี้ นั่นก็คือ ระบบ Gold phone คือการซื้อขายทองคำแท่งผ่านทางโทรศัพท์ ก็คือ ล็อคไว้ แล้วก็ชำระเงินภายใน T+2
รวมถึง การซื้อขายทองคำแท่งผ่านระบบ online electric หรือ Gold online ซึ่งบริษัทเป็นรายแรก และรายเดียวที่มีระบบการซื้อขายทองคำแท่งผ่านระบบนี้

เป็น เรื่องของวิวัฒนาการในเรื่องของการลงทุนในทองคำที่ก้าวกระโดดไปรวดเร็วเหลือ เกิน ทำให้ผู้ค้าทองทั้งหลายต้องปรับตัวตามกันไปเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่ เปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรก็ตามในด้านของนักลงทุนนั้นคงสนใจกันอย่างแน่นอนเพราะผลกำไรจาก การลงทุนทองคำนั้นยังคงหอมหวนมากมายทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่นักลงทุนทั้งต้องตระหนักก็คือการลงทุนมีความเสี่ยงนะ ครับ

ออมเพื่อการเกษียณ...

เข้าปี 2552 แล้ว ทุกคนยังคงต้องทำหน้าที่ของตนเองอย่างไม่หยุดนิ่ง ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาได้มีโอกาสพบผู้คนมากมาย และยังมีอีกหลายคนที่พูดคุยกันว่า อยากมีเงินเก็บไว้ใช้ในตอนเกษียณจัง ทำอย่างไรดี รายจ่ายมีตั้งมากมาย แทบไม่มีเงินเหลือเอาไว้ออมและลงทุนเลย พอได้ยินแบบนี้รู้สึกกลุ้มใจจัง เพราะในชีวิตถ้าเราบอกว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งมีค่าเราย่อมจะมีเวลาให้กับมัน เสมอ แต่ถ้าเรายังละเลยเรื่องนั้น ๆ เท่ากับว่า เรายังเห็นเรื่องอื่นมีคุณค่ามากกว่า เราจึงผลัดเรื่องเงินทองที่เราควรเห็นความสำคัญออกไปเรื่อย ๆ มันก็เท่านั้น ดังนั้น ถ้าบอกว่าอยากมีเงินออมไว้ใช้ตอนแก่ และรู้ว่าไม่อยากลำบากในการต้องพึ่งลูกหลาน เราก็ต้องใส่ใจมีเวลาให้กับเรื่องนี้ และต้องใช้ให้น้อยกว่าที่หาได้ เพื่อให้เหลือเก็บออม ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม

การ ออมเงินเพื่อการเกษียณเป็นเรื่องสำคัญของประเทศอย่างมาก ก่อนที่ประเทศไทยจะเข้าสังคมวัยสูงอายุ โดยหลังจากนี้ประชากรในวัยทำงานของประเทศจะลดน้อยลง ทำให้กำลังการผลิตของประเทศลดลง อัตราการพึ่งพิงสูงขึ้น เพราะประชากรวัยแรงงานต้องรับภาระเพิ่มขึ้นในการดูแลผู้สูงอายุ

จากข้อมูลดังกล่าวทำให้การออมเพื่อการเกษียณมีความจำเป็นและสำคัญมาก ขึ้น โดยคนทำงานทุกคนต้องตระหนักแล้วว่า การออมกับวิถีการดำเนินชีวิตหลังเกษียณเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกันอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้แยกกันไม่ออก ดังนั้นเราจึงต้องมาใส่ใจกัน เริ่มต้นขั้นแรกคือ “สำรวจรายได้ของตนเองและครอบครัวทั้งหมด” ว่าตัวเราเองมีรายได้ประจำต่อปีเท่าไหร่ และหากมีคู่สมรส ก็ให้เอามาคิดว่ามีเท่าไหร่ นอกจากนี้ยังมีรายได้เพิ่มเติมส่วนอื่น ๆ นอกจากงานประจำอีกหรือไม่ ถ้ามีก็ให้เอามาคิดรวมกันให้หมด เป็นรายได้ทั้งหมดต่อปี เช่น ตัวเองมีรายได้ 300,000 บาทต่อปี คู่สมรสมีรายได้ 300,000 บาทต่อปี และไม่มีรายได้อื่น ๆ เพิ่มเติม เท่ากับว่า เรามีรายได้ทั้งหมดเท่ากับ 600,000 บาทต่อปี ( รายได้ทั้งหมดคิดก่อนหักภาษี) และเมื่อคิดรายได้ทั้งหมดของเราได้แล้ว ขั้นต่อไป คือ “คิดเป้าหมายของจำนวนเงินที่จะใช้ในหลังเกษียณ” ว่า ตัวเราเองเมื่อหลังเกษียณ เราอยากมีเงินไว้ใช้เท่าไหร่ ตัวอย่างเช่นเราอยากมีประมาณ 80 % ของรายได้ต่อปี เราก็เอารายได้รวมต่อปี 600,000 x 0.80 เท่ากับ 480,000 บาท จำนวนเงินนี้เท่ากับเป็นจำนวนเงินที่เราต้องการใช้ต่อปีเมื่อเกษียณไปแล้ว ทั้งนี้เราอาจจะไม่ได้ต้องการ 80% ก็ได้ อาจน้อยลงหรือเพิ่มขึ้นก็เป็นไปได้เสมอ แล้วแต่ความต้องการ ความพอใจของเรา แต่เราก็ควรมีเป้าหมายให้ชัดเจนตั้งแต่วันนี้ได้แล้ว

ขั้นต่อไปที่ต้องคิดอย่างต่อเนื่องกัน ลืมไม่ได้เลยก็คือ “อัตราเงินเฟ้อ” เป็นเท่าไหร่ เพราะ อัตราเงินเฟ้อจะเป็นตัวที่ทำให้ค่าของเงินลดลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้จำนวนเงินที่เราเคยคิดว่าน่าจะพอในวันนี้ก็อาจจะไม่พอเพราะค่าของเงิน ลดลงนั่นเอง โดยเราก็ต้องเอาจำนวนเงินเป้าหมายที่เราคิดได้ว่าเราต้องการใช้หลังเกษียณ เท่าไหร่ คูณด้วยอัตราเงินเฟ้อ ก็จะได้เป็นจำนวนเงินที่ใกล้เคียงกับที่เราต้องการมีไว้ใช้จริง ๆ กันแล้ว เช่น 480,000 x 1. 5 = 720,000 ซึ่งเท่ากับเป็นจำนวนเงินที่เป็นมูลค่าเงินที่เราควรจะมีชีวิตอยู่อย่างมี ความสุขได้อย่างเต็มที่เมื่อไม่มีเงินเดือนแล้ว

หลังจากนี้เราจะมาคิดกันต่อไปว่า เมื่อได้ตัวเลขดังกล่าวมาแล้ว ควรคิดอะไรต่อไปอย่างเป็นระบบมากขึ้นในตอนต่อไป เพื่อจะรับมือกับชีวิตที่มีค่าของเรา ซึ่งก็ทำให้ช่วยตอบคำถามได้ว่า เรา เองมองว่าตัวเราเองมีค่าหรือไม่ ถ้ามีค่าเราต้องมีเวลาที่จะดูแลตัวเราเองไว้ ไม่ให้ตัวเองเดือดร้อน ที่สำคัญคนอื่นต้องมาพลอยเดือดร้อนไปกับเราด้วยนี่สิ

ความสามารถที่ไม่มีวันเกษียณ

หากคนเรามีความสามารถ คำว่า “ความสามารถไม่มีวันเกษียณ” จึงเป็นความจริงที่สุด นั่นหมายถึงการที่เราสามารถดำเนินการอะไรเพื่อสร้างผลผลิตออกมาได้ด้วยตนเอง จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ การเป็นลูกจ้าง หรือรับจ้างทำหน้าที่อะไรสักอย่าง ก็ต้องพบกับระเบียบที่ว่า กำหนดเกษียณอายุคือ 55 ปี 60 ปี หรือ 70 ปี แล้วแต่ว่า หน่วยงานแต่ละแห่งจะกำหนดอย่างไร

ในทางกลับกัน ความสามารถส่วนตัว ที่เราจะใช้ในการสร้างอาชีพ จึงเป็นเรื่องที่เราจะได้ประโยชน์ คนรุ่นใหม่ อาจใช้แนวคิดนี้เพื่อตัดสินใจว่า เราจะก้าวสู่การรับจ้าง หรือเป็นนายของตัวเอง ประกอบกิจการของตนเอง หรือแม้แต่คนรุ่นปัจจุบันที่ค้นพบแล้วว่า เรามีความสามารถที่จะใช้สร้างผลผลิตได้ด้วยตัวของเราเองก็สามรถเลือกที่จะ ออกมาจากระบบงานประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกำลังรุ่งเรือง กำลังซื้อของคนมีอยู่มากมาย

ประการสำคัญคือ ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร อย่างไร จำเป็นต้องไม่ลืมความสำคัญว่า “เงินทองเป็นของหายาก” เมื่อได้มาแล้วอย่าลืมความสำคัญของการออม อย่าผัดวันประกันพรุ่ง และการมีวินัย และความอดทน รอคอย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราออกมาทำงานด้วยตัวเอง หรือเป็นเจ้าของกิจการเอง ไม่ว่าขนาดเล็ก หรือใหญ่ก็ตาม ต้องไม่ลืมเรื่อง “การจัดสำรับการลงทุน” ให้สอดคล้องกับตัวเราเองด้วย ต้องพิจารณาให้รอบคอบถึงความเสี่ยงที่มี ความเสี่ยงที่ตัวเราเองรับได้ เพราะต้องไม่ลืมว่า เงิน 1 บาทที่เก็บไว้ก็คือเงิน 1 บาทที่เราหาได้ และการเก็บเงิน 1 บาทได้ก็เท่ากับว่า เราไม่ต้องทำงานให้หนักขึ้น เพื่อให้ได้เงินมาอีก 1 บาท และถ้าเราเก็บเงินได้มากขึ้น ก็เท่ากับว่าการทำงานของเราคุ้มค่าไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเพื่อหาเงินแล้ว หาเงินอีก

สำหรับการบริหารเงินก็ต้องมีหลายบัญชี ได้แก่ บัญชีสำหรับใช้จ่ายทั่วไป โดยใช้ฝากเงินเดือน หรือรายได้ทั้งหมดที่ได้รับมา ซึ่งควรเป็นบัญชีประเภทออมทรัพย์ เพราะว่าเราสามารถถอนออกมาใช้เมื่อไรก็ได้ บัญชีสำหรับอนาคต โดยคุณต้องหักเงิน 10% ของเงินเดือน หรืออาจมากกว่าเพื่อเก็บไว้ในบัญชีนี้ แต่อย่าลืมว่าต้องไม่ถอนเงินออกมาใช้อย่างเด็ดขาด ซึ่งบัญชีนี้ควรเป็นแบบฝากประจำระยะยาว เพราะว่าคิดดอกเบี้ยแบบทบต้นทบดอกจึงได้มากกว่าแบบออมทรัพย์ และยังป้องกันไม่ให้เราถอนเงินออกมาใช้อีกด้วยค่ะ และอีกบัญชีก็เป็น บัญชีเพื่อการลงทุน เป็นบัญชีที่เราควรฝากเงินไปเรื่อยๆ จนได้เงินก้อนหนึ่ง แล้วค่อยถอนเงินออกมาเพื่อนำไปลงทุน ในตราสารต่างๆ เช่น ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ เล่นหุ้น เพื่อให้เงินงอกเงยนั่นเอง

ความสามารถไม่มีวันเกษียณ ดังนั้น การบริหารเงินให้เรามีความมั่นคงไปตลอดจึงเป็นสิ่งที่ต้องไม่มีวันเกษียณเช่นกัน

เงิน..กับลูก...ในช่วงปิดเทอม

ไม่ว่าเราจะมีคู่ชีวิต มีเพื่อนที่รู้ใจ มีลูก หรือมีสัตว์เลี้ยงแสนรัก ล้วนแต่จะเพิ่มความสุข และความเพลิดเพลินใจให้กับเรา แต่ไม่ควรลืมว่า ความสุขที่ได้มาเหล่านั้นก็จำเป็นต้องใช้เงินทั้งสิ้น ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลี้ยงดูลูกให้เติบโตมาเป็นคนดีของสังคม

การใช้เงินกับลูกคงจะทราบกันดีว่าเป็นการใช้เงินจำนวนมหาศาลและใน ระยะเวลายาวนาน และที่สำคัญในฐานะผู้ปกครองย่อมหมายถึงความรับผิดชอบที่จะต้องดูแล นั่นหมายถึงไม่ใช่แต่ให้เงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสอนให้ลูกได้รู้จักการจัดการเงินได้อีกด้วย เพื่อให้ลูกเติบโตเป็นคนที่มีความรับผิดชอบในการใช้จ่ายและไม่เป็นคนมีหนี้ สิ้นล้นพ้นตัวในช่วงปิดเทอมนี้ นับเป็นเวลาที่ดีที่จะแนะนำหลักการง่าย ๆ สำหรับลูกได้ดังนี้

เมื่อได้รับเงินจำนวนหนึ่ง ให้แบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่ง เอาไว้ซื้อของที่ไว้กินไว้ใช้ประจำวัน ส่วน ที่สองเรียกว่าเป็นเงินออม ”ระยะสั้น” หมายถึง เงินที่เหลือให้ออมใส่กระปุกไว้ และส่วนที่สามคือเงินออม “ระยะยาว” ให้ไปเริ่มต้นออมโดยไปฝากธนาคารไว้โดยควรแนะนำว่า เมื่อเรามีเงินจำนวนหนึ่ง หมายถึง เรามีเงินพอที่ซื้อสิ่งของหรือบริการแต่ไม่ได้บอกว่าเราจำเป็นต้องซื้อ สินค้าหรือบริการนั้นเสมอไปทุกครั้ง ดังนั้น ควรให้ลูกเข้าใจก่อนว่า ต้องแยกแยะให้ออกว่า อะไรเป็นสิ่งที่จำเป็น และอะไรเป็นสิ่งที่ต้องการ ซึ่งเราควรจะใช้จ่ายไปกับสิ่งที่เราจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

สำหรับเงินส่วนที่สองเด็กๆ จะได้รู้ว่า ถ้าออมเงินไว้ในกระปุก และถ้าเราอยากได้ของ เช่นหนังสือดีๆ สักเล่ม ก็จะได้ไม่ต้องขอเงินพ่อ-แม่ สามารถซื้อได้ด้วยตนเอง เด็กก็จะภาคภูมิใจและจะรักษาของที่หาได้มาด้วยตนเอง สำหรับเงินส่วนที่สามหรือเงินออมระยะยาว ก็เพื่อให้ได้เริ่มเก็บออมให้เงินออมเป็นเงินก้อน และเมื่อเติบโตขึ้นเมื่ออยากจะลงทุนในเครื่องมือการลงทุนใด ๆ ก็ตามก็จะสามารถลงทุนให้เงินงอกเงยได้และเร็วกว่าเด็กคนที่ไม่ได้เรียนรู้ จากพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง

ลูก เป็นสิ่งที่ให้ความสุขอย่างยิ่ง แต่ก็จำเป็นที่จะต้องสอนให้รู้จักกับการบริหารเงินตนเองตั้งแต่เล็กๆ เมื่อเติบโตแล้วจะเป็นคนที่มีคุณภาพสูง คนที่จะภูมิใจสุขใจก็ไม่ใช่ใครอื่น คนที่ให้เงินและสอนเค้าใช้เงินอย่างฉลาดนั่นเอง

สิบขั้นตอนออมเงินเพื่อวันข้างหน้า

อลัมน์ –เงินทองต้องวางแผน
โดย กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

แนวทางนำไปปฏิบัติได้ง่าย 10 ขั้นตอนดังนี้ 1. ตั้งเป้าหมาย ลองคิดดูว่าเป้าหมายของตนเองต้องใช้เงินประมาณเท่าไร และอย่าลืมคำนวณเผื่อเงินเลี้ยงชีพตลอดชีวิตที่เหลือไว้ด้วย 2. เริ่มวันนี้ คนที่เพิ่งเริ่มทำงานอาจคิดว่าอีกไกลกว่าจะถึงเวลาใช้เงิน เลยเลื่อนแผนการเก็บเงินของตนเองไปเรื่อยๆ จนลืมนึกไปว่ายิ่งเริ่มช้างานยิ่งหนัก 3. รู้จักกับเครื่องมือการลงทุน พันธบัตร เงินฝาก หุ้น กองทุนรวม ฯลฯ เหล่านี้คือเครื่องมือการลงทุนประเภทต่างๆ ที่จะทำให้เงินของเราออกดอกออกผลมากขึ้น ศึกษาให้ดีแล้วนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้ที่ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารน้อยนิด 4. รู้ขีดจำกัดความเสี่ยงของตัวเอง ความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงถูกกำหนดด้วยปัจจัยสองตัว คืออายุ และความชอบ พิจารณาแล้วว่าเป็นสัดส่วนที่สบายใจ จะได้ไม่ต้องนั่งเฝ้าเงินตัวเองอยู่ตลอดเวลา 5. กระจายความเสี่ยงไปที่ต่างๆ เราไม่ควรเอาเงินทั้งหมดไปลงทุนในที่ๆ เดียว ควรมีการกระจายความเสี่ยงไปหลายๆ ที่ คำว่าหลายๆ ที่ ไม่เฉพาะประเภทของเครื่องมือการลงทุนหลายๆ ประเภทอย่างเช่น พันธบัตร หุ้น (Security Types) แต่รวมไปถึงแยกลงไปในธุรกิจประเภทต่างๆ (Business Sectors) หรือ กระจายไปหลายๆ ประเทศได้ยิ่งดี

6. ใช้ “เวลา” ให้เป็นประโยชน์ เวลา มีส่วนช่วยให้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นได้มากกว่าที่คิด ด้วยเงินเริ่มต้นเท่ากัน อัตราผลตอบแทนเท่ากัน ในระยะเวลาออมที่นานกว่าไม่กี่ปี อาจทำให้เงินต้นงอกเงยเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า เพราะผลของดอกเบี้ยทบต้นทำงานร่วมกับเวลา 7. ต้องอดทนและมีวินัยในการออม นึกเอาไว้ว่าเงินก้อนนี้เอาไว้ใช้ตอนเราไม่ทำงานแล้ว ถือเป็นการลงทุนที่หวังผลในอีกหลายๆ ปีข้างหน้า 8. ทำตามแผนที่วางไว้ ถ้า ตั้งใจว่าช่วงปีนี้จะต้องออมเดือนละ 1,000 บาทก็ต้องเก็บ 1,000 บาทมาออม ไม่เฉพาะเท่านั้นถ้าตั้งใจไว้ว่าจะแบ่งเงินครึ่งหนึ่งไปลงทุนในหุ้น และอีก 20% ไปลงในตราสารหนี้ เพราะคิดแล้วว่าพอดีกับอายุและความชอบของเราก็ให้ทำตามนั้น อาจจะทำใจลำบากโดยเฉพาะเมื่ออัตราผลตอบแทนหรือสภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน แต่ถ้าคุณได้ทำใจเผื่อรับความเสี่ยงเหล่านั้นไว้แต่ต้นแล้ว ประกอบกับอายุก็บอกว่าเสี่ยงได้ ก็ให้ทำตามแผนเพราะผลตอบแทนมีลงก็ย่อมมีขึ้น 9. อย่ายืมเงินตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าต้องไปยืมเงินคนอื่น แต่หมายความว่าพยายามอย่าแตะเงินออมก้อนนี้ 10. สำรวจบัญชีเงินออมของตัวเองทุกปี ระยะ เวลา 1 ปีเป็นช่วงเวลาที่กำลังพอดีสำหรับดูแผนการออมเงินของตนเองว่าเป็นไปตามเป้า หมายหรือไม่ และทบทวนสำหรับการลงทุนว่าเรารับความเสี่ยงได้มากขึ้นหรือน้อยลง ควรจะจัดสรรเงินลงทุนใหม่แล้วหรือยัง ไม่จำเป็นต้องตรวจดูทุกวันเพราะคุณจะเห็นผลการลงทุนของคุณแกว่งขึ้นแกว่งลง และทำให้คุณเฉไฉออกนอกแผนได้ง่าย

ขั้นตอนก็จะเป็นแค่ขั้นตอนและไม่เกิดประโยชน์ถ้า “ไม่ลงมือทำ”