พลิกกลยุทธ์คัดหุ้นเด่นปี 52

พลิกกลยุทธ์คัดหุ้นเด่นปี 52
"BANPU-ADVANC"มาแรง
ที่มา ทันหุ้น

" ดัชนีหุ้นไทยในปี 2552 วิ่ง 380-530 จุด พอร์ตการลงทุนในเดือนม.ค. 2552 ให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งในระยะยาว อาทิ หุ้น KBANK / BANPU และ PTT รวมถึงหุ้นที่มีผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง อาทิ ADVANC / QH และ SPALI "

SCRI ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยในปี 2552 ในช่วง 380-530 จุด : คาดว่าในช่วงครึ่งปีแรก เดือน ม.ค. จะเป็นเดือนที่ดัชนีมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้มากที่สุด (January effect ) เนื่องจากจะเป็นเดือนที่มีการแถลงนโยบายและเริ่มบังคับใช้มาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจต่างๆ จากทั้งรัฐบาลไทย และ รัฐบาลสหรัฐฯ (โดย นาย บารัค โอบามา จะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค. 2552) เชื่อว่าจะส่งผลบวกในเชิงจิตวิทยาที่ดีต่อตลาดหุ้น อย่างไรก็ดี SCRI ประเมินการปรับเพิ่มขึ้นในครั้งนี้ของตลาดหุ้น จะยังคงเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในภาวะตลาดหมี หรือ Bear rally เท่านั้น และเมื่อผ่านเดือน ม.ค. ไปแล้วโอกาสที่ดัชนีจะปรับเพิ่มขึ้นมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ เชื่อว่าจะรายงานออกมาในเชิงลบค่อนข้างมาก โดยเชื่อว่าจะถึงจุดต่ำสุดในช่วง Q2/52

* ในปี 2552 SCRI แนะนำ ลงทุนในกลุ่มที่มีความผันผวนของรายได้ไม่มาก ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว เช่น กลุ่มสื่อสาร และกลุ่มโรงพยาบาล และ เพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ต้นน้ำ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่ราคามีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นก่อนหากเศรษฐกิจฟื้นตัว (BANPU / PTTEP / PTT) อย่างไรก็ดี แนะนำ หลีกเลี่ยงการลงทุน ในหุ้น กลุ่มยานยนต์ และโรงกลั่น และให้ เพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน "หุ้น" เป็น 40% ส่วน "ทองคำ" ให้ลดการเก็งกำไร โดยอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญในปี 2552 ได้แก่ สื่อและสิ่งพิมพ์, รับเหมาก่อสร้าง, โรงกลั่น ท่องเที่ยว, เหล็ก และ สินค้าเกษตร

* หุ้นแนะนำประจำปี 2552 ได้แก่ BANPU / ADVANC / CPN / CK / TSTH

* พอร์ตการลงทุนเดือนม.ค. 2552 SCRI แนะนำ ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง และหุ้นปันผลเพื่อรองรับความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจในปี 2552 : SCRI ประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลก อาทิ การออกแผนกระตุ้นการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคของประเทศต่างๆ รวมกว่า 5.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ การเพิ่มสภาพคล่องสู่ระบบของธนาคารกลางทั่วโลกและรวมถึงการลดอัตราดอกเบี้ย ของธนาคารกลางทั่วโลก ทำให้ตลาดหุ้นเริ่มคลายความกังวลและสามารถปรับตัวขึ้นได้ในระยะอันใกล้ ดังเห็นได้จากดัชนี VIX Index ที่ปรับลดลงมาอยู่ในระดับ 52.37 จุด จากจุดสูงสุดที่ระดับ 80 จุด

ดังนั้น พอร์ตการลงทุนในเดือนม.ค. 2552 SCRI ให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งในระยะยาว อาทิ หุ้น KBANK / BANPU และ PTT รวมถึงหุ้นที่มีผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง อาทิ ADVANC / QH และ SPALI นอกจากนี้ ยังแนะนำ CPN และ BGH ที่คาดแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2552 จะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในระดับต่ำ

ทั้งนี้ SCRI ได้ปรับหุ้น LH และ TIPCO ออกจากพอร์ต เนื่องจากราคาหุ้น LH และ TIPCO ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมาก อีกทั้ง 2 บริษัทยังมีความเสี่ยงจากอุปสงค์การซื้อบ้านและกำลังซื้อที่ยังอยู่ในระดับ ต่ำในช่วง 1H/52 และเลือกหุ้น STEC และ TSTH กลับเข้ามาในพอร์ตการลงทุน เนื่องจากคาดแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านการก่อสร้างโครงการ สาธารณูปโภคขนาดใหญ่จะทำให้งานในมือและอุปสงค์การใช้เหล็กกลับมาขยายตัวอีก ครั้ง

สำหรับรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนในเดือนม.ค. 2552 แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มดังนี้

หุ้น Big Cap: ราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside จากมูลค่าเหมาะสมปี 2552 ในระดับสูง อีกทั้งแนวโน้มผลการดำเนินงานยังเติบโตแข็งแกร่ง แนะนำ ลงทุน KBANK ADVANC และ PTT
หุ้น Commodity: อุปสงค์การใช้ถ่านหินในระยะยาวยังเติบโต ผลักดันให้กำไรสุทธิของ BANPU ให้ยังเติบโตอย่างมั่นคง

หุ้น Consumer Play: แนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2551 ที่เติบโตโดดเด่น ทำให้ QH สามารถจ่ายปันผลได้บสูงกว่า 8% ขณะที่การผ่อนปรนมาตรการภาษีอีก 1 ปี ช่วยเสริมกำไรปี 2552 ให้ทรงตัวอยู่ในระดับเหมาะสม

หุ้น Dividend Play: SPALI เป็นหุ้นปันผลที่มีผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงทีสุดเท่ากับ 17% ต่อปีเปรียบเทียบกับหุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และมี Backlog ที่แข็งแกร่ง หนุนกำไรในอนาคตเติบโตมั่นคง

หุ้น Growth Stock: ได้รับผลกระทบในวงจำกัดจากภาวะเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัว เนื่องจาก BGH และ CPN มีการขยายการลงทุนสม่ำเสมอ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในอนาคตยังขยายตัวโดดเด่น



Thunhoon

ตลาดหุ้นแกว่งตัวสูงน้ำมันโลกฟื้น(SET INDEX)

โบรกมองตลาดหุ้นความผันผวนขึ้นหลังทิศทางราคาน้ำมัน ตลาดโลกวิ่งทะยานต่อ ชี้หุ้นไทยได้รับอนิสงส์จากตลาดหุ้นภูมิภาคเอเซียที่ฟื้นตัว ส่งผล SET50 แก่วงตัวในวันสูง ระวังแรงเทขายทำกำไรระยะสั้นแถว 410-420 จุด ถือ “Long” ไว้ให้ทยอยปิดสถานะบริเวณแนวต้าน 410 ส่วนคนที่ไม่มีสถานะแนะรอเปิด Long ใหม่ที่แนวรับ 385 จุด

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ประเมินแนวโน้ม SET50 Index ว่า หุ้นกลุ่มพลังงานยังโดดเด่นแต่ต้องระมัดระวังตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนจาก ทิศทางการเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่ที่ยังสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยเฉพาะ หุ้นกลุ่ม PTT อันได้แก่ PTT, PTTEP, PTTAR,TOP, รวมถึง BANPU ส่งผลให้ SET50 INDEX มีลักษณะแก่วงตัวในวันสูง ขณะที่คาดว่าจะมีแรงเทขายทำกำไรระยะสั้นบริเวณแนวต้านจิตวิทยา 410-420 จุด โดยนักลงทุนเริ่มหันไปเก็งกำไรในหุ้นขนาดเล็กมากขึ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามใน สัปดาห์นี้ คือสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัวต่อเนื่อง ตลาดหุ้นมีความผันผวนมากขึ้น จากทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลก คาดสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นไทยยังได้รับอิทธิพลเชิงบวกจาก ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเซียที่ฟื้นตัวตามตลาดหุ้นจีน และตลาดหุ้นอินเดีย

ขณะ ที่แรงหนุนเชิงบวกในหุ้นกลุ่มพลังงานยังเดินหน้าต่อเนื่อง เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่แนวโน้มขาขึ้น ในสัปดาห์นี้หากราคาน้ำมันสามารถยืนรักษาระดับไว้ที่ 58-60 ดอลลาร์ได้ จะช่วยสนับสนุนแนวโน้มราคาน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสขึ้นสู่ระดับ 70 ดอลลาร์ได้ ล่าสุดราคาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนก.ค.ตลาดกรุงลอนดอน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.67 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 2.83% ปิดที่ระดับ 60.59 ดอลลาร์

สำหรับความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกยังมีแนวโน้ม สดใสส่งผลให้ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index) ปรับตัวขึ้น 21 จุด โดยสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ของปี 52 ที่ระดับ 2,665 จุด และคาดว่าจะสามารถขึ้นทดสอบระดับ 3,000 จุดได้ อาจจะส่งผลบวกต่อการเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มเดินเรือ TTA และ PSL

คาดแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำส่งผลดีระยะกลางต่อตลาดหุ้น

ล่า สุดการประชุมของคณะกรรมการการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม คือ 1.25% เนื่องจากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ตามการฟื้นตัวของตลาดหุ้นโลกสร้างความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะผ่านจุดต่ำสุด ไปได้ในครึ่งปีแรก และมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังทำให้ความจำเป็นในการลดอัตราดอกเบี้ยฯ น้อยลง แสดงถึงสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ปรับลดลงมาใกล้ระดับต่ำสุดแล้ว คาดหุ้นที่ได้ประโยชน์ทางตรงจากนโยบายภาครัฐ ทั้งการบริโภคภายใน (CPALL, BIGC) และ หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจากโครงการ Mega Projects ทั้ง CK, ITD, STEC มีโอกาสปรับตัวขึ้น

กลยุทธ์ในสัปดาห์นี้

นักลง ทุนระยะสั้นที่มีกำไรจากสถานะ “Long” ให้ทยอยปิดสถานะด้วยคำสั่ง “Short” บริเวณแนวต้าน 410 เพื่อทำกำไร สำหรับผู้ที่ไม่มีสถานะใดแนะนำให้รอเปิดสถานะใหม่ด้วยคำสั่ง “Long” ที่บริเวณแนวรับ 385 จุด ให้นักลงทุนเลือกลงทุนในสัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน 2009 (S50M09) เนื่องจากมีสภาพคล่องและสถานะคงค้างที่สูง ส่วนนักลงทุนระยะกลาง รอเปิดสถานะ “Short” เพิ่มที่แนวต้าน 410-420 จุด

แนวรับแนวต้านรายสัปดาห์

ภาพ รวม SET50 INDEX ระยะสั้นอ่อนตัวตัวตามปัจจัยการเมือง ระยะกลางเปิดสถานะ “Short” ตามแนวต้าน 410-420 จุด แนวต้านสัปดาห์นี้อยู่ที่ 400 จุด เหมาะสำหรับการเปิดสัญญา “Short” โดยตั้งจุดตัดขาดทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ 430 จุด ด้วยคำสั่ง “Long”


Thunhoon

เศรษฐกิจไทยมีโอกาส ถึงจุดต่ำสุดแล้ว ตามทิศทางดอกเบี้ย

ประเด็นสำคัญที่ผมอยากจะมานำเสนอในสัปดาห์นี้ คือ เรื่องเศรษฐกิจไทย

โดยวานนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDB) ได้รายงานตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2552 ของไทยลดลง 7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 1.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2551 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ และถือว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) เนื่องจาก GDP ติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส โดยไตรมาส 4/2551 นั้น GDP ของไทยลดลงลบ 6.1%

คำถามสำคัญ คือ เศรษฐกิจไทยผ่านจุดที่แย่ที่สุดหรือยัง

ในความเห็นของผมประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีโอกาสลดลงต่ำสุดแล้ว จากตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2552 ที่ติดลบ 7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้เนื่องจากคาดการณ์ว่าตัวเลข GDP ในไตรมาส 2-4 จะฟื้นตัวขึ้นเป็นลบ 6.8% ลบ 4.5% และ 1.5% ตามลำดับ ซึ่งถือว่าเป็นการประเมินการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ดีขึ้นกว่าการคาดการณ์ เดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจจะลดลงต่ำสุดในไตรมาส 2/2552 ในแง่การเปรียบเทียบแบบไตรมาสเทียบไตรมาสก็คาดว่าในไตรมาส 2/2552 GDP ของไทยจะสามารถกลับมาขยายตัวในด้านบวกได้ ส่งผลให้เศรษฐกิจสามารถหลุดพ้นภาวะถดถอยได้

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นในการประเมินทิศทางเศรษฐกิจนั้นคงไม่เต็ม 100% ทั้งนี้เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจยังคงมีความเสี่ยงในเรื่องการบริโภค และการลงทุนของทั้งภาครัฐบาลและเอกชนที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าคาดการณ์ โดยเฉพาะภาครัฐบาลที่ในปัจจุบันกำลังประสบกับปัญหาการจัดเก็บรายได้ที่ต่ำ เป้า อาจส่งผลให้การใช้จ่ายและลงทุนล่าช้า สำหรับในด้านที่คาดว่าจะฟื้นตัว คือ การบริโภคของเอกชน ซึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการอัดฉีดเงิน 2,000 บาท ที่เริ่มต้นในเดือนเม.ย. ซึ่งคงต้องรอดูผลว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากแค่ไหน เนื่องจากในช่วงดังกล่าวเกิดความรุนแรงทางการเมืองเพิ่มขึ้น ประเด็นต่อมาคือ การผลิตด้านอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวขึ้น หลังจากคำสั่งซื้อมีการฟื้นตัว

สาเหตุที่ GDP ไตรมาส 1/2552 ต่ำกว่าคาดการณ์

หลังจากผมศึกษาดูรายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2552 แล้วพบว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจลดลงมากกว่าคาดการณ์ คือ รายจ่ายเพื่ออุปโภคและบริโภคของรัฐบาลที่ขยายตัว ต่ำกว่าคาดการณ์ และการลงทุนของภาครัฐบาลที่ลดลงสวนทางกับ ที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นเป็นผลจากการลดลงของมูลค่าสินค้าคงเหลือ ประเด็นที่อยากจะตั้งเป็นข้อสังเกตอีกครั้ง คือ บทบาทของรัฐบาลในการช่วยพยุงเศรษฐกิจดูเหมือนจะขาดประสิทธิภาพในไตรมาส 1/2552 ดังนั้นจึงประเมินว่าเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจ

สัปดาห์หน้าผมจะมาเจาะลึกในประเด็นเรื่องเงินเฟ้อซึ่งบางท่านอาจจะ ลืมไปแล้ว แต่บางท่านยังคงเข็ดไม่หายกับราคาสินค้าและบริการ โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ทั้งนี้ผมประเมินว่าเงินเฟ้อจะเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอย ซึ่งเรื่องนี้คงเป็นเหตุผลเบื้องหลังเหตุผลหนึ่งที่ส่งผลให้ธปท. ไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในการประชุมครั้งที่ผ่านมา

ยิ่งสูง....ยิ่งสู้ แม้ว่าเสียว ๆ ก็ตาม ?

ทิศทางการลงทุน ในตลาดหุ้นไทยระยะสั้นดัชนีหุ้นไทยยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อไป เนื่องจากดัชนียังคงสามารถทำจุดสูงใหม่ได้บริเวณ เหนือแนวต้านทางด้านจิตวิทยาบริเวณ 550 จุดทำให้เป้าหมายระยะสั้นยังเป็นเป้าหมายที่ถูกขยายออกไปด้วยเหตุผลของสภาพ คล่องในการลงทุนระยะสั้นยังสูง ทั้งนี้เพราะไม่มีใครรู้ว่าดัชนีจะปรับฐานราคาเมื่อไหร่ เพราะสัญญาณยังไม่ชัดเจน แต่นักลงทุนก็มีความพร้อมสำหรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุน โดยมีการย้ายตัวเล่น และใช้กลยุทธ์ในการติดตามแนวโน้มตลาดอย่างใกล้ชิด ขณะที่ในทางกลับกันนักลงทุนก็ระมัดระวังและพร้อมที่จะขายหุ้นหนี หากบรรยากาศไม่เป็นใจหรือผิดทิศผิดทาง

กรอบการเคลื่อนไหวของ ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ระยะสั้นยังแกว่งตัวในกรอบ 540/530 - 580/600 จุด โดยระยะสั้นคาดว่าความผันผวนของดัชนีจะเริ่มมากขึ้นตามระดับราคาหุ้นที่สูง ขึ้นเช่นกัน และที่สำคัญคือ ดัชนีสูงสุดใหม่นั้น พร้อมที่จะเปลี่ยนเป็นจุดสูงสุดของรอบได้เสมอ เพราะเป้าหมายที่เปลี่ยนไปเนื่องจากประมาณการที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ในภาคปฏิบัติดัชนีอาจจะไม่ถึงเป้าหมายตามที่คาดการณ์ หรือต่ำกว่าเป้าหมาย หรือสูงกว่าเป้าหมายนั้นเป็นไปได้เสมอ แต่สิ่งที่สำคัญคือ หากการเปลี่ยนแปลงทิศทางราคาหุ้นและดัชนีนั้น เราทราบการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้หรือไม่ และจะจัดการอย่างไรกลับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเพื่อให้ได้ประโยชน์ และทำให้การเปลี่ยนแปลงไม่สร้างปัญหากับพอร์ตการลงทุน

สำหรับ จิตวิทยาการลงทุนระยะสั้นยังค่อนข้างเป็นจิตวิทยาตลาดเชิงบวก แม้ว่าความผันผวนของตลาดจะมากก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าตลาดระยะสั้นจะมีการปรับฐานราคาในตัว เช่น การย้ายตัวเล่น การขายทำกำไร ตลอดจนการลดน้ำหนักการลงทุน หากไม่แน่ใจในทิศทางตลาด แต่ที่สำคัญคือ การจับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทิศทางตลาดที่คาดว่าในระยะแรกนั้น มีความไม่ชัดเจน ดังนั้น จึงต้องมองสมมติฐานว่า พฤติกรรมตลาดอย่างไรสะท้อนว่าผิดทิศผิดทาง ไก่ทองอ้างอิง 1. ดัชนีสูงสุดและต่ำสุดระหว่างวัน หากดัชนีขึ้นไปสูงมาก ๆ และปิดต่ำกว่าดัชนีเปิดมากกว่า 3 - 5 จุด และต่ำกว่าดัชนีสูงสุดประจำวันมากกว่า 2 เท่าให้ตั้งข้อสังเกตเชิงลบ 2.จำนวนหุ้นบวกและจำนวนหุ้นลบ หากตลาดจะดีจำนวนหุ้นบวกควรมากกว่า หุ้นลบ 2/3 หรือมากกว่า 50 % ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ซื้อขาย แสดงให้เห็นว่าหุ้นจะเลือกที่จะ "ใส่เสื้อเขียว" ไม่ใช่ "ใส่เสื้อแดง" 3.ราคาหุ้นกลุ่มนำตลาดที่มีอิทธิพลต่อทิศทางดัชนีมีพฤติกรรมเช่นเดียวกับ ข้อ 1 หรือ 2 หรือไม่ หากใช่ แสดงว่าโอกาสที่ตลาดจะไม่ดีเริ่มชัดเจนขึ้น 4. หากราคาหุ้นหน้าแรกของหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายมีความผันผวนมาก คือวิ่งแดนบวกและแดนลบ แต่มีแนวโน้มของการวิ่งในแดนลบมากกว่าแดนบวกแสดงว่าตลาดเริ่มมีแนวโน้มไปทาง ลบ 5. หากมูลค่าการซื้อขายสูงสุด หรือใกล้เคียงมูลค่าสูงสุดที่เคยซื้อขายกันในรอบนั้น ๆ 6. หากตลาดหุ้นต่างประเทศดิ่งเหวถ้วนหน้า ไม่ต้องคิดอะไร เตรียมใส่หลวงพ่อโกยถือเงินสดในหุ้นที่มีกำไร หรือหุ้นที่คิดว่าถือแล้วไม่มีอนาคต เพราะหุ้นกลุ่มนี้เวลาตลาดดีไม่ดี แต่เวลาตลาดไม่ดีก็ไม่ดีตามเขาด้วย

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ระยะสั้นคาดว่ายังเน้นการเก็งกำไรในหลักทรัพย์รายตัว ที่คาดว่ายังมีศักยภาพสำหรับการปรับตัวขึ้น ด้วยเหตุผลทั้งด้านสภาพคล่อง โครงสร้างทางเทคนิค และฐานะของกิจการ แต่ระดับราคายังต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง หรืออาจจะยังถูกมองผ่านจากนักเก็งกำไร แต่ที่สำคัญ ควรเป็นหุ้นประเภทที่สามารถสวนกับจิตวิทยาตลาดได้ หากมีความผันผวนเกิดขึ้นระหว่างการซื้อขาย ซึ่งแม้ว่าจะเป็นโจทย์ที่ยากกว่าการเลือกหุ้นประเภทติด Top 40 ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด แต่บ่อยครั้งที่ความสำเร็จอาจจะเกิดขึ้นจากการเลือกหุ้นสำหรับคนที่มองว่า ราคาหุ้นแพงไป ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่มักจะเกิดขึ้น ในแต่ละภาวะตลาด กล่าวคือ เวลาแนวโน้มตลาดหุ้นอยู่ในทิศทางขึ้น นักลงทุนมักมองจุดต่ำของราคาเป็นจุดอ้างอิง เหมือนรถไฟที่เดินทางออกจากหัวลำโพงขึ้นเหนือแล้ว มาถึงบางซื่อก็ไม่ย้อนกลับไปหัวลำโพงให้คนที่รอขึ้นให้เสียเวลา หากคนที่รออยากไปเชียงใหม่จริง ๆ อาจจะต้องว่าจ้างแท็กซี่ให้วิ่งไปดักหน้ารถไฟที่เชียงราก หรือเปรียบเหมือนกับค่าเงินบาท หรือราคาน้ำมัน ราคาตลาดอยู่ที่ไหน หากคิดจะใช้บริการก็ต้องใช้ราคาตลาด อะไรประมาณนั้น ซึ่งเรื่องอย่างนี้บอกได้เลยว่า "ทำใจลำบาก" แต่หากใจรักก็ต้องตัดสินใจกัน

สำหรับหุ้นที่คาดว่ายังสามารถ หาจังหวะ และโอกาสเสี่ยงในลักษณะกึ่งลงทุนกึ่งเก็งกำไรหากแนวโน้มตลาดยังเป็นใจ แต่หากตลาดไม่เป็นใจก็ถอยมาดูก่อนก็ได้ไม่มีใครบังคับ เพราะซื้อเอง ได้เองเสียเอง ที่สำคัญอย่าเชื่ออะไรโดยไม่มีเหตุผลประกอบการตัดสินใจในการลงทุน โดยหุ้นที่คาดว่าน่าติดตาม เช่น MCOT BEC CPF CPALL APURE ITD เป็นต้น

CPF ฐานแกร่งน่าลงทุน

ตลาดหุ้นไทยพุ่งขึ้นอย่างแรงเกินคาดทำจุดสูงสุดใหม่ ตามตลาดหุ้นหลายๆ แห่งในเอเชีย บรรยากาศการลงทุนกลับมาคึกคักพร้อมด้วยปริมาณการเทรดที่เพิ่มขึ้นมาก จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนกลับเข้ามาซื้อหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์อีกทำให้หุ้นในกลุ่มธนาคาร ไม่ค่อยโดดเด่นเหมือนช่วง 2-3 วันก่อน ความมั่นใจของนักลงทุนกลับมาอีกครั้งหลังตัวเลขความเชื่อมั่นของผู้สร้าง บ้านในสหรัฐพุ่งตามคาด ที่สำคัญที่สุดคือแรงซื้อของนักลงทุนต่างประเทศและแรงซื้อจากกองทุนในประเทศ โดยโบรกเกอร์ฝรั่ง 4 แห่งที่เรามองว่ามีอิทธิพลกับตลาดหุ้นไทยมากที่สุดนั้นพร้อมใจกันซื้อสุทธิ เป็นจำนวนมาก หุ้นที่ขึ้นมาแรงรอบนี้ถึงแม้กำไรของบจ.ที่ประกาศออกมาจะไม่สอดคล้องกับราคา หุ้นที่ขึ้นมาแรง แต่ SET ก็ปรับตัวขึ้นไม่หยุดเพราะสภาพคล่องในระบบที่มีอยู่มาก น่าจะมีเม็ดเงินไหลออกจากตลาดเงินที่มีผลตอบแทนต่ำมากมาสู่สินทรัพย์ที่มี ความเสี่ยงสูงขึ้น ถึงแม้ปัญหาไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งยังมีการระบาดไปในหลายประเทศ ยังไม่ได้ส่งผลกระทบกับตลาดหุ้นแต่เราเริ่มจะมีความกังวลมากขึ้นเพราะตัวเลข ยอดผู้ติดเชื้อยังคงพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกสักพังเชื่อว่าจะมีผลกระทบกับการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจแน่นอน เมื่อวานเรื่ยกได้ว่าทั้งนักลงทุนต่างประเทศและสถาบันในประเทศลุยซื้อหุ้น กันอย่างหนักแทบจะไม่มีอ่อนตัวลงเลยทั้งวัน ส่วนนักลงทุนทั่วไปมองเหมือนๆ กันว่าขายแถวๆ แนวต้านซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิม เดิมเรามองว่ารอบนี้จบรอบไปแล้วแต่ SET กลับขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่แบบนี้แสดงว่าเม็ดเงินน่ามีมากจริงๆ จากจุดนี้ซึ่งสูงกว่า 550 จุด และอยู่ในภาวะที่ overbought มากๆ ถ้าจะเล่นเก็งกำไรก็ต้องให้ความระมัดระวังมากๆ แนวต้าน 562 จุด แนวรับ 540 จุด

CPF ราคาหุ้นของ CPF ปรับตัวขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง เป็นไปตามผลประกอบการของ CPF ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลงมากกว่าราคาสินค้า กำไรปกติก็เพิ่มขึ้น รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจาก CPALL ที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งเรายังคาดว่ากำไรของ CPF จะยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีก เนื่องจากโดยกำไรปกติของ CPF ใน 1Q52 มีสัดส่วน 23% ของประมาณการทั้งปี ดังนั้นจึงเชื่อว่ากำไรของ CPF จะเติบโตต่อเนื่องใน 2Q52 และ 3Q52 และเราจะทำการปรับเพิ่มประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายเพื่อสะท้อนผลกำไรที่ สูงกว่าคาดใน 1Q52 รวมทั้งส่วนแบ่งกำไรจาก CPI ทั้งนี้เราคงคำแนะนำ "ซื้อ" CPF ที่ราคาเป้าหมาย 4.4 บาท

KTC สัญญาณทางเทคนิคมีสัญญาณการปรับตัวขึ้นรอบใหม่ หลังจากเมื่อช่วงต้นเดือนปรับตัวขึ้นได้อย่างร้อนแรง ก่อนจะมาพักตัว 9 บาทกว่าๆ มาได้ 4 วันทำการแล้ว เมื่อวานนี้มีการทำจุดสูงสุดใหม่ แล้ว Low ก็ยกสูงขึ้น แนะนำ "ซื้อเก็งกำไร" KTC ให้ราคาเป้าหมายแรกที่ 11 บาท

Thunhoon

โรคระบาดกระทบเศรษฐกิจหนัก


การ แพร่ระบาดของไข้หวัดหมูขณะนี้ลุกลามออกไปอีกหลายประเทศทั่วโลก เม็กซิโกประกาศว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 143 คนโรคระบาดดังกล่าวน่ากลัวกว่าไข้หวัดนก

เพราะ เป็นการระบาดจากคนสู่คน ไม่ใช่การระบาดจากสัตว์สู่คน ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้ การเกิดเหตุการณ์โรคระบาดนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก นักวิเคราะห์หลายสำนักจึงประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนใน ตลาดหุ้นทั่วโลก

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ กังวลว่าจะมีผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจ หากยังไม่สามารถควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว เพราะในกรณีของซาร์ส เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2545 พบว่าทำให้ธุรกิจสายการบินเอเชียปรับตัวลดลง 32% ของไทยลดลง 0.52% ในขณะที่ในเดือนที่เกิดเหตุ จำนวนผู้โดยสายเข้าประเทศไทยลดลง 4% ตลาดหุ้นไทยตก 4% ตลาดหุ้นจีนตก 9% และลดลงอีก 3% ในเดือนต่อมา

ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนต้องเลือกหุ้นกลุ่มที่ยังปลอดภัยจากเรื่องนี้ คือ อุตสาหกรรมโทรทัศน์ โรงพยาบาล โทรศัพท์มือถือ และค้าปลีกที่ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า ขณะเดียวกันต้องหลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มสายการบิน ท่าอากาศยาน สถานที่สาธารณะ เช่น โรงภาพยนตร์ โรงแรมภัตตาคาร (ยกเว้นการส่งถึงที่) ห้างสรรพสินค้าที่เปิดรับนักท่องเที่ยว แนะนำซื้อหุ้นที่มีลักษณะ Defensive มากกว่าหุ้น Cyclical

“หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์จะได้รับผลลบจากโรคระบาดด้วย และราคาปรับตัวขึ้นมาเกินพื้นฐานการทำกำไรในปีนี้แล้ว หุ้นที่เลือกสำหรับการลงทุนในช่วง 1 เดือน ได้แก่ บริษัท ปตท. (PTT), บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR), บริษัท ช.การช่าง (CK), บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัค ชั่น (STEC) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC)

สำหรับหุ้นบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) คาดว่าอาจกระทบ Sentiment ช่วงสั้น แต่ตามปัจจัยพื้นฐานอาจส่งผลบวกมากกว่า เพราะมีสัดส่วนการขายหมูในประเทศคิดเป็น 12% ของยอดขายรวม น้อยกว่าการขายไก่และกุ้งในประเทศที่คิดเป็นประมาณ 20% ซึ่งหากยอดขายหมูลดลง บริษัทน่าจะขายไก่และกุ้งเพิ่มขึ้นมาทดแทน และมีโอกาสที่ CPF จะส่งออกไก่และกุ้งได้เพิ่มขึ้น จากคำสั่งซื้อที่ย้ายจากทวีปที่มีปัญหามาที่ไทยแทน ซึ่ง CPF มีรายได้จากการส่งออกประมาณ 16% ดังนั้นโดยรวมแล้ว CPF ในส่วนธุรกิจในประเทศเป็น Neutral แต่อาจได้รับประโยชน์ในส่วนธุรกิจส่งออก

ด้านนักวิเคราะห์บล.พัฒนสิน (CNS) ตลาดกำลังจับตาผลกระทบจากการระบาดของโรคไข้หวัดหมู จึงคาดการณ์ผลกระทบที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์พลังงานโลก ยังคงเป็นเรื่องยากในปัจจุบัน เนื่องจากไม่รู้ขอบเขตของการระบาด

นัก วิเคราะห์บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า โรคระบาดครั้งใหม่บั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก กระทบโดยตรงต่ออุตสาห กรรมเลี้ยงสุกรและอาหารที่แปรรูปจากเนื้อสุกร รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นสายการบินและธุรกิจโรงแรม ในที่สุดจะบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก สะท้อนจากที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในหมวด อาหารตกต่ำตามภาวะอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป เช่น ราคาถั่วเหลือง รวมถึงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่อ่อนตัวลงตามกำลังซื้อที่ลดลง แต่เชื่อว่ายังสามารถรักษาระดับการแกว่งตัวเหนือ 45 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ได้ต่อเนื่อง

“ดัชนีดาวโจนส์ในสัปดาห์นี้จะยังมีทิศทางแกว่งตัวด้านข้างในกรอบ 7,800-8,200 จุด และจะกดดันให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียอ่อนตัวลง เพื่อการปรับฐานในทิศทางเดียวกัน โดยคาดว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสอ่อนตัวลงสู่แนวรับ 450 จุด”

บล.ธนชาต ระบุว่า หุ้นไทยที่ปรับตัวลงตามแรงกดดันจากความกังวลต่อการแพร่ระบาดของไข้หวัดหมู ซึ่งอาจเป็นผลดีต่อกลุ่มค้าปลีกและโรงพยาบาล แต่ถ้าปัญหานี้ยืดเยื้อออกไป จะกระทบการบริโภคโดยรวม และส่งผลลบต่อแทบทุกกลุ่ม

กลุ่มที่จะถูกกระทบ : CPF, บริษัท การบินไทย (THAI), โรงแรม & ท่องเที่ยว, อาหารสัตว์ (TVO - บริษัท น้ำมันพืชไทย)

กลุ่มที่น่าจะบวกในระยะสั้น : TUF (บริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์), สื่อสาร (ADVANC, DTAC) และในเชิงจิตวิทยา อาจทำให้เกิดการกักตุนอาหารแห้ง และดีต่อกลุ่มค้าปลีก (CPALL, MAKRO, BIGC) และโรงพยาบาล (BGH, KH, BH)

ผู้จัดการกองทุน PNC Wealth Manage ment กล่าวว่า การระบาดของไข้หวัดหมูทำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่เน้นกลุ่ม เทคโนโลยี เวชภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภค

“เรายังคงแนะนำ ‘ซื้อ’ CPF โดยมีราคาเป้าหมายที่ 5.2 บาทต่อหุ้น แต่หุ้น Top Pick ในกลุ่มธุรกิจการเกษตรของเรา คือ TUF เนื่องจากได้รับประโยชน์จากการอ่อนค่าลงของเงินบาท และธุรกิจที่มีลักษณะ Defensive ราคาหุ้นในปัจจุบันให้ Upside จากราคาเป้าหมายที่ 25 บาทต่อหุ้น ราว 20%”



Post Today

เตือนมุ่งปริมาณโครงการถลุงเงิน


นายสมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตโลก มากกว่าประเทศอื่นๆ เกือบทุกๆ ครั้ง คือการไม่มีแผนหรือนโยบายระยะยาวรองรับปัญหา ที่สำคัญกว่า มีแต่นโยบายที่เน้นปริมาณ

นายสมภพ ยกตัวอย่างการจัดการชลประทาน ต้องใช้เงินกว่า 2-3 แสนล้านบาท การศึกษาฟรี 15 ปี ก็ใช้เงินมหาศาล หรือโครงการถนนปลอดฝุ่น ซึ่งเป็นการใช้เงินแบบไร้การวางแผนระยะยาว

นอกจากนั้น ในช่วงที่ส่งออกไม่ได้ยอดการจ้างงานลด คนขาดเงิน การบริโภคในประเทศลด ก็แก้ง่ายๆ ด้วยการแจกเงิน ซึ่งไม่รู้ได้ผลหรือไม่ ที่สำคัญกว่านั้นมีนโยบายที่เป็นจริงยากและยังไม่มีวิธีการบริหารจัดการให้ ไปสู่เป้าหมายอีกด้วย

สิ่งเหล่านี้คือภาวะที่ต้องแก้ไข เพื่อให้ไทยฟื้นตัวจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก

“เกาะไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจจีน อินเดีย ญี่ปุ่น ที่จะโตขึ้นมาในอนาคตอันใกล้ เพราะต่อไปสหรัฐคงไม่เป็นมหาอำนาจประเทศเดียวแล้ว”นายสมภพ กล่าว



Post Today